<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://skm.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดเพชรสมุทรวรวิหาร]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5585</link>
<guid isPermaLink="false">3b8c5ed3e1eb2e519863dd888120b2c4</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 06:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดเพชรสมุทรวรวิหาร</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นวัดสำคัญที่สุดในจังหวัดสมุทรสงครามเพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ เรียกกันว่า &ldquo;หลวงพ่อบ้านแหลม&rdquo; เป็นที่เลื่องลือรู้จักกันทั่วไปในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ จึงเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสมุทรสงคราม บรรดาพุทธศาสนิกชนพากันมานมัสการตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนทุกวันนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดนี้ เป็นวัดโบราณ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อว่า &ldquo;วัดศรีจำปา&rdquo; มีอายุไม่น้อยกว่า ๕๐๐ ปี เหตุที่เปลี่ยนชื่อเป็น &ldquo;วัดบ้านแหลม&rdquo; ก็เนื่องมาจากชาวบ้านแหลมหนีภัยพม่ามาจากเพชรบุรี อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ปากคลองแม่กลองฝั่งใต้ใกล้กับวัดศรีจำปา เรียกหมู่บ้านนี้ว่า &ldquo;พวกบ้านแหลม&rdquo; ต่อมากลายเป็น &ldquo;หมู่บ้านแหลม&rdquo; แล้วช่วยกันบูรณะวัดศรีจำปาที่ร่วงโรยทรุดโทรมให้ดีขึ้น จึงเรียกวัดศรีจำปาเสียใหม่ว่า &ldquo;วัดบ้านแหลม&rdquo; ได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญที่สุดของวัดดังกล่าวข้างต้น คือ &ldquo;หลวงพ่อบ้านแหลม&rdquo; พอเอ่ยถึงชื่อนี้ พุทธศาสนิกชนทั่วไปย่อมรู้จักกันดีว่า ท่านเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มีอภินิหาร ผู้ที่มีความศรัทธาในพระองค์ท่านมักจะไปขอให้ช่วยเหลือเนืองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหายจากโรคภัยไข้เจ็บและการแคล้วคลาดรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ เป็นต้น มีเรื่องเล่ากันมากมายในความศักดิ์สิทธิ์ และอภินิหาร ซึ่งไม่สามารถจะนำลงในที่นี้ได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากหลักฐานปรากฏว่า มีชาวบ้านแหลมเพชรบุรีกลุ่มหนึ่งหนีโจรภัยพม่าที่ชอบเข้ามาปล้นสะดมเมืองเพชรเนืองๆ ชาวบ้านแหลมจึงได้พากันอพยพมาอยู่ที่ปากคลองแม่กลองเหนือ วัดศรีจำปา ชาวบ้านแหลมมีอาชีพทำการประมง ออกทะเลจับปลา วันหนึ่งไปล้อมอวนจับปลาที่ปากอ่าวแม่กลอง ได้พระพุทธรูปติดอวนขึ้นมา ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นพระยืนอุ้มบาตร แต่บาตรหายไปในทะเลแล้ว ภายหลังสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ได้ประทานบาตรให้ใหม่เป็นบาตรแก้วสีน้ำเงิน ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นพระนั่งปางมารวิชัย ชาวบ้านได้แบ่งให้ญาติชาวบางตะบูนไป (บางตะบูนอยู่ติดกับบ้านแหลม) นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา มีความศักดิ์สิทธิ์มากเช่นเดียวกัน ขนานนามว่า &ldquo;หลวงพ่อวัดเขาตะเครา&rdquo; มาจนทุกวันนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชาวบ้านแหลมจะนำพระยืนไปประดิษฐานไว้ที่วัดใหญ่ ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปริมแม่น้ำแม่กลอง เพราะวัดศรีจำปานั้นร่วงโรยหญ้าขึ้นรกรุงรัง มีป่าจาก ต้นโกงกางขึ้นอยู่มาก วัดใหญ่นั้นเจริญกว่าแต่ไม่สามารถนำไปไว้ที่วัดใหญ่ได้ เพราะขณะที่นำไปได้เกิดพายุใหญ่รุนแรงนำพระขึ้นวัดไม่ได้ ต้องนำกลับมาไว้ที่วัดศรีจำปา แล้วช่วยกันบูรณะวัดศรีจำปาให้ดีขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น &ldquo;วัดบ้านแหลม&rdquo; เมื่อได้พระพุทธรูปมาใหม่ก็เรียกชื่อหลวงพ่อที่ได้มาใหม่ว่า &ldquo;หลวงพ่อบ้านแหลม&rdquo; ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาเหตุที่หลวงพ่อวัดบ้านแหลมต้องมาจมน้ำอยู่ที่ปากอ่าวแม่กลองนั้น มีข้อสันนิษฐานกันหลายอย่างแต่ที่น่าจะพิจารณา มี ๒ ประการ คือ<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watphetsamut.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 380px; height: 507px; float: right;" /><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. พ.ศ. ๒๓๐๘ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย เจ้านายไทย หรือคนไทยนำหลวงพ่อบรรทุกเรือมาเพื่อนำไปซ่อนพม่า เมื่อรู้ข่าวพม่ายกทัพมาตีเมืองไทย แล้วเรือได้ล่มลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. หรืออาจจะเป็นพระชัยนำทัพ ของแม่ทัพนายกองครั้งรบกับพม่าที่เมืองเพชรบุรี เพราะจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทราบว่า พ.ศ. ๒๓๐๗ พม่ายกทัพมาทางใต้ เข้าตีถึงเมืองกระ เมืองระนอง จนถึงชุมพร ไชยา แล้วกลับขึ้นมาตีเมืองประทิว เมืองกำเนิดนพคุณ เมืองคลองวาน เมืองกุย เมืองปราณ จนถึงเมืองเพชรบุรี (หากมาทางบกมักเข้าทางด้านสิงขร ประจวบฯ) กรุงศรีอยุธยาทราบข่าวศึก ให้กองทัพพระยาพิพัฒน์โกษา และพระยาตากสินยกทัพไปทันรักษาเมืองไว้ได้ เรือลำหนึ่งลำใดที่นำท่านมาอาจจะล่มลง หลวงพ่อจมน้ำอยู่ไม่นานจึงติดอวนชาวประมงขึ้นมาได้ หากจมอยู่นาน ๕๐ &ndash; ๑๐๐ ปี โคลนทรายคงจะกลบองค์ท่านจมดินลงไปแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; องค์หลวงพ่อบ้านแหลมนั้น เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลือง ปางอุ้มบาตร ที่งดงามมาก (น่าเสียดายที่ประชาชนไม่มีบุญจะได้ชมความงามขององค์ท่าน เพราะถูกปิดทองเต็มไปหมดจนถึงพระพักตร์ เหมือนกับหลวงพ่อวัดเขาตะเครา หลวงพ่อวัดไร่ขิง ฯลฯ) ความสูงจากปลายนิ้ว พระบาทถึงยอดพระเกศามาลา ๑๖๗ ซ.ม. คือขนาดเท่าคนธรรมดา พุทธลักษณะผสมกลมกลืนกันระหว่างอยุธยาตอนต้นกับสุโขทัยตอนปลาย พระพักตร์งามเหมือนพักตร์เทพบุตร พระเกศามาลาเป็นเปลวเพลิงแบบพระพุทธรูปสุโขทัย สังฆาฏิเส้นเล็กพาดยาวมาถึงพระชงฆ์&nbsp; จีวรทำแผ่เป็นแผ่นแผงอยู่เบื้องหลังมีแฉกมุมแบบอยุธยา ทรวดทรงเหมาะเจาะกะทัดรัดงดงามประดุจหนุ่มน้อยเทพบุตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมศิลปากรได้จดทะเบียนไว้เป็นโบราณวัตถุแห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมเป็นที่เลื่องลือไปไกล พระมหากษัตริย์ไทย พระราชวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช บุคคลสำคัญๆได้มานมัสการหลงพ่อบ้านแหลมมาจนทุกวันนี้ อาทิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองสมุทรสงคราม ๔ ครั้ง คือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๔๑๖ เสด็จโดยเรือยนต์มาทางทะเล เข้าอ่าวแม่กลองไปยังเมืองกาญจนบุรี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๔๓๙ เสด็จประพาสเมืองสมุทรสงครามผ่านมาทางประตูน้ำบางยาง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้งที่ ๓ พ.ศ.๒๔๔๗ เสด็จประพาสเมืองสมุทรสงคราม แบบประพาสต้น เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนกรกฎาคม ๒๔๔๗<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๔๕๒ เสด็จถึงเมืองสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๔๕๒<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; น่าจะได้เสด็จขึ้นนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลมครั้งใด ครั้งหนึ่ง หรือมากกว่า เพราะปรากฏหลักฐานจากพระราชหัตถเลขาพระราชทานแก่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งดำรง พระยศเป้นมกุฎราชกุมาร ในบทพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุ &ldquo;พระราชหัตถเลขาเสด็จประพาสมณฑลราชบุรี&rdquo; ทรงรับสั่งว่า &ldquo;วัดอัมพวันทรุดโทรมมากเพราะหาสมภารดีๆไปอยู่ไม่ได้ ไม่เหมือน วัดบ้านแหลม และวัดพวงมาลัย ซึ่งมีประโยชน์ทางของขลัง&rdquo; ทรงหมายถึงหลวงพ่อแก้ววัดพวงมาลัย ซึ่งมีอาคมขลังเป็นที่เลื่องลือ ส่วนวัดบ้านแหลมมีหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์คนนิยมนับถือกันมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่า ได้พระราชทานเครื่องราชสักการะให้แก่หลวงพ่อบ้านแหลมโดยให้คนนำไปถวาย หรือถวายด้วยพระองค์เอง ตามธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ไทย เมื่อเสด็จผ่านวัดที่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จเมืองสมุทรสงคราม โดยเสด็จ ในกระบวนหลวงทรงเลื่อมใสหลวงพ่อบ้านแหลม ให้คนนำเครื่องสักการะไปถวาย ได้รับสั่งว่า ขอผลานิสงส์แห่งความเลื่อมใสจงดลบันดาลให้หายประชวร เมื่อเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ไม่นานก็หายประชวร ทรงระลึกได้ พระราชทานปัจจัยมูลค่า ๘๐๐ บาท เพื่อช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดบ้านแหลม ข้อความนี้มีอยู่ในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๖ ถึงเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม คือ พระมหาสิทธิการ (แดง)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ได้เสด็จมานมัสการ และถวายบาตรแก้วสีน้ำเงินแทนบาตรที่หายไปในทะเล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังมีบุคคลสำคัญๆที่เคยเสด็จทอดพระเนตร และนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม ที่ควรกล่าวถึง คือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาตรวจการคณะสงฆ์ เมืองสมุทรสงคราม เสด็จมานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๕๘ และ&nbsp; ทรงประทับแรมอยู่ ๔ คืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ และ พ.ศ. ๒๔๖๖ สมเด้จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานครสวรรค์วรพินิต ได้เสด็จมานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม และทรงทำบุญเลี้ยงพระด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๔ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เสด็จทอดพระเนตร และนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. พ.ศ. ๒๔๙๕ พระยารามราชภักดี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม และถวายโคมไฟฟ้าไว้ในโบสถ์ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๔๙๙ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม เมื่อมาวางศิลาฤกษ์ศาลากลางจังหวัด และเปิดถนนสายปากท่อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๖. วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม เมื่อครั้งมาประชุมชาวนาเกลือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๗. วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๐๖ พลเอกประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๘. วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๐๙ นาอภัย จันทวิมล ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้มานมัสการเมื่อครั้งเดินทางมาดูค่ายบางกุ้ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๙. วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะได้มานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๐. วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ พระองค์เจ้าหญิงสุทธศิริโสภา และพระองค์เจ้าหญิงจุไรรัตน์สิริมาน ได้เสด็จมานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๑. วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๔ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดมกุฏกษัตริยารามได้เสด็จมานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๒. วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๕ คุณหญิงน้อย รุจิวงศ์ ได้เสด็จมานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๓. วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๑๖ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเสด็จมานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๔. วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๑๖ นายดำรง สุนทรศารทูล อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะได้มานมัสการสมัยเป็นอธิบดีกรมการปกครอง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๕. วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๗ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้มานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๖. วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๗ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และคณะ ได้มานมัสการ เมื่อครั้งมาเปิดศาลหลักเมืองสมุทรสงคราม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๗. วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๗ ม.จ.หญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ได้เสด็จมานมัสการ ครั้งทรงเปิดป้ายพุทธสมาคมจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นครั้งแรก และครั้งที่สอง วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๐ เสด็จนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลมแล้วทรงเยี่ยมพุทธสมาคมฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๘. วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๘ สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพฯ ได้มานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๙. วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์&nbsp; ๒๕๑๙ ฯพณฯ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล และท่านผู้หญิงดุษฎี&nbsp;&nbsp; มาลากุล ได้มานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๐. วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงค์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายา เสด็จมานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๑.วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๑ สมเด็จพระอริวงศาคตาณ วัดราชบพิตร กรุงเทพฯ เสด็จมานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๒. วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๒๕ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เสด็จพระราชดำเนินมากระทำพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถที่ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ใหม่ และนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๓. วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มานมัสการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๔. วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๐ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เสด็จประพาสเมืองสมุทรสงคราม ทอดพระเนตรอุทยาน ร.๒ และต้นลิ้นจี่อายุ ๑๐๐ ปี ใกล้วัดบางเกาะเทพศักดิ์ แล้วเสด็จนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๕. สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังวฆราช เสด็จมานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๖<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฯลฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ เกิดอหิวาตกโรคระบาดหนักทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง ผู้คนล้มตายกันมากโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ตามลำน้ำแม่กลองก็เสียชีวิตไม่น้อย บ้านเมืองเงียบเหงา เพราะผู้คนเชื่อกันว่า &ldquo;โรคห่า&rdquo; ระบาด ต่างก็แสวงหาของดีกันโรคห่า เช่น สวมแหวนที่ทำจากกะลามะพร้าวกะทิกันโรคห่า เป็นต้น ครั้งนั้นเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม คือท่านเจ้าคุณสนิทสมณคุณได้ฝันไปว่า หลวงพ่อมาเข้าฝันบอกคาถากันโรคห่าให้บทหนึ่ง ให้ไปดูที่พระหัตถ์ของหลวงพ่อในโบสถ์ จึงเข้าไปดูที่พระหัตถ์ของหลวงพ่อ พบว่า ที่พระหัตถ์ขวามีคาถา &ldquo;นะ มะ ระ อะ&rdquo; และคา๔ &ldquo;นะ เท วะ อะ&rdquo; อยู่ที่พระหัตถ์ซ้าย จึงจดเอามาทำน้ำมนต์ ให้ชาวบ้านนำไปอาบกินปรากฎว่าได้ผลดี อหิวาตกโรคก็สงบลงตั้งแต่นั้นมา ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อยิ่งเลื่องลือไปไกล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัดที่ควรชมและนมัสการ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. หลวงพ่อบ้านแหลมในอุโบสถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑ องค์ รัชกาลที่ ๕ ทรงถวายหลวงพ่อบ้านแหลม หลังจากเสด็จมาทรงนมัสการแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. พระบรมสาทิสลักษณ์ สีน้ำมัน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายหลวงพ่อบ้านแหลม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. สายสะพายปักดิ้น ๒ สาย สายหนึ่งจารึกพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. อีกสายหนึ่งจารึกพระบรมฉายาลักษณ์ รัดเอวประคตเอวปักดิ้น ๑ สาย เป็นของ ร.๕ ถวายหลวงพ่อบ้านแหลม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. ลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (ร.๖) ๑ ฉบับ ถึงเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม แจ้งถึงการนำส่งเงินจำนวน ๘๐๐ บาท ของสมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๕ ถวายช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดบ้านแหลม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๖. บาตรแก้วเจียรนัย ๑ ลูก สีน้ำเงินแก่ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศวรเดชทรงถวายหลวงพ่อบ้านแหลม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๗. พระไตรปิฎกฉบับภาษาพม่า ๑ ชุด รัฐบาลพม่ามอบให้วัด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๘. เจดีย์ด้านหลังพระอุโบสถ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้นำพระพุทธรูปจำนวนมากบรรจุไว้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๙. แท่นพระพุทธบาทจำลอง ๑ แท่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๐. ธรรมาสน์บุษบกลงรักปิดทอง ๑ ธรรมาสน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๑. ธรรมาสน์เทศน์ประดับมุก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๒. ธรรมาสน์ปาฏิโมกข์ ปิดทองล่องชาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฯลฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น วัดบ้านแหลมตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำแม่กลอง คงจะยังไม่เจริญนัก จึงรอดพ้นจากสายตาของพม่าที่เข้าปล้นสะดม ทำลายวัดตามริมฝั่งเช่นกับวัดอื่นๆ หรือด้วยบุญญาภินิหารของหลวงพ่อทรงคุ้มครองไว้ อาจารย์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ ได้บรรยายให้ฟังว่า &ldquo;เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาล่มสลายด้วยฝีมือของกองโจรพม่า พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น ประชาชนทุกข์ยากแสนสาหัสทุกคนพยายามหนีเอาตัวรอด แม้แต่พระพุทธรูปก็มีน้ำพระเนตรไหลออกมา เช่นพระมงคลบพิตร หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง ส่วนหลวงพ่อ&nbsp; วัดบ้านแหลมนั้น เล่ากันว่ามีพระเนตรไหลออกมาเป็นสีเลือด และจากพุทธลักษณะที่งดงามของ หลวงพ่อบ้านแหลมนั้น น่าจะมีฝีมือของช่างหลวง เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หรือเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น ที่จะทำได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พ.ศ. ๒๔๙๖ กรมศิลปากรได้นำอุโบสถวัดบ้านแหลมนั้นเข้าบัญชีเป็นโบราณสถานแห่งชาติ&nbsp; วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะวัดบ้านแหลมเป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามว่า &ldquo;วัดเพชรสมุทรวรวิหาร&rdquo;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">------------------------------------------------------------------------------------------------------------<br />
พระราชสมุทรวชิรโสภณ เจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทรวรวิหาร<br />
ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๕<br />
<strong>Website : <a href="https://วัดเพชรสมุทรหลวงพ่อบ้านแหลม.net/" target="_blank">https://วัดเพชรสมุทรหลวงพ่อบ้านแหลม.net/</a></strong></span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3881.0489179540095!2d99.99638961482667!3d13.409298090569783!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d38c1683435d%3A0x47ff9ecfcef5ab43!2z4Lin4Lix4LiU4LmA4Lie4LiK4Lij4Liq4Lih4Li44LiX4Lij4Lin4Lij4Lin4Li04Lir4Liy4Lij!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1609751020661!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/20210421125329f9a28f0ffd062e31da567a27c8060617.jpg' type='image/jpg' length='1145712' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดบางกุ้ง]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5584</link>
<guid isPermaLink="false">cf134435dba4e87934e8b9433586931b</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 06:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดบางกุ้ง</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดบางกุ้ง ตั้งอยู่ที่บ้านค่าย หมู่ที่ ๔ ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดบางกุ้ง เป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง จากหลักฐาน ที่คงเหลืออยู่ ประมาณว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พ.ศ.๒๒๕๐ &ndash; ๒๓๐๐ แต่เดิมวัดบางกุ้งมี ๒ วัดใกล้เคียงกัน คือ วัดบางกุ้งน้อย และวัดบางกุ้งใหญ่ ผู้สร้างเป็นพี่น้องกัน ต่อมาวัดบางกุ้งน้อยได้รกร้างไป จึงได้รวบรวมเนื้อที่ของวัดบางกุ้ง ๒ วัดเข้าเป็นวัดเดียว คือ วัดบางกุ้งใหญ่ และชื่อว่าวัดบางกุ้ง ในปัจจุบัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีเรื่องเล่าว่า วัด ๓ วัดในสมัยโบราณ มีความเกี่ยวเนื่องกัน คือ วัดโบสถ์ วัดบางกุ้งใหญ่ และวัดบางกุ้งน้อย ตั้งอยู่เรียงกันไป เจ้าของวัดเป็นเศรษฐี และภรรยาของเศรษฐี&nbsp; เศรษฐีชื่อ ทอง (ชื่อเดียวกับบิดาของคุณนาก หรือสมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑) เศรษฐีทองมีภรรยา ๒ คนพี่ชื่อใหญ่ คนน้องชื่อน้อย และเป็นภรรยาน้อย ต่อมาเศรษฐีทองมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งชื่อว่า วัดโบสถ์ ริมคลองแควอ้อม ส่วนภรรยาหลวงก็สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง ชื่อ วัดบางกุ้ง (บางกุ้ง เป็นชื่อของหมู่บ้านโบราณเรียกกันว่า &ldquo;บ้านบางกุ้ง&rdquo; เพราะหมู่บ้านในย่านนี้มีกุ้งชุกชุมมาก ชาวบ้านส่วนมากประกอบอาชี ดักกุ้ง รอกุ้ง ช้อนกุ้ง มาทำกะปิขายอยู่ทั่วไปจึงเรียกว่าบ้านบางกุ้ง) ตามชื่อของหมู่บ้านนี้ น้องสาวซึ่งเป็นภรรยาน้อยก็มีศรัทธาสร้างวัดเล็กๆ ขึ้นวัดหนึ่ง อยู่ระหว่างวัดโบสถ์กับวัดบางกุ้ง มีอุโบสถหลังเล็กๆ เป็นโบสถ์มหาอุด ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า วัดบางกุ้งน้อย ส่วนวัดบางกุ้งของพี่สาวก็เรียกว่า วัดบางกุ้งใหญ่ วัดทั้งสองพี่น้องนี้มีผืนดินติดต่อกัน ภายหลังวัดบางกุ้งน้อยเป็นวัดร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นป่ารก กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญก็ผุพังตามกาลเวลา ยังเหลืออุโบสถ์หลังน้อยกับ หลวงพ่อนิลมณี (หลวงพ่อดำ) ซึ่งมีรากไม้หลายชนิดช่วยกันโอบอุ้มอุโบสถ ไว้ให้คงสภาพอยู่ได้มาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แลเห็นได้ชัดเจน คือ รากของต้นโพธิ์ จึงเรียกกันว่า อุโบสถปรกโพธิ์ อีกชื่อหนึ่ง อุโบสถหลังนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนวัดบางกุ้งใหญ่ หรือวัดบางกุ้งปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาดีขึ้นมาก เพราะเป็นสถานที่สำคัญ แหล่งประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว วัดบางกุ้ง เมื่อแรกก่อสร้างตั้งวัดมีความเจริญรุ่งเรืองมาก เพราะได้เจ้าอาวาสที่มีความสามารถมาปกครอง อาทิ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงปู่พระอุปัชฌาย์แย้ม (พ.ศ. ๒๓๙๘) มีความสามารถเรื่องแร่แปรธาตุ เป็นผู้สร้างตำหรับฆ่าปรอทได้สำเร็จ มรณภาพ พ.ศ. ๒๔๔๔<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่อเพิ่ม (พ.ศ. ๒๔๔๔) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะหลายสาขา เช่น การเขียนภาพเหมือน การวาดภาพวิจิตรต่างๆ ภาพฝาผนัง การปั้นรูปเหมือนต่างๆทั้งสัตว์ และผลไม้ มีความสามารถมากในการทำดอกไม้ไฟ และวิชาการช่าง ได้ย้ายกุฏิสงฆ์เข้าเป็นหมวดหมู่ มีระเบียบ บริเวณสระน้ำใกล้อุโบสถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่ออธิการรอด (พ.ศ. ๒๔๖๐) หลวงพ่อรอดมีความรู้ทางแพทย์แผนไทย เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมมาก หลวงพ่อรอดมีชื่อเสียงมาก เช่น ยาเขียว ยาหอม ยาธาตุโสฬส ยาธาตุบรรจบ ยาสำหรับเด็ก เช่น ยามหานิลแท่งทอง ยาเทพมงคล ยากวาดเม็ดแดง ซึ่งกลายเป็นยาตำราหลวงในการต่อมา นอกจากนี้ท่านยังช่วยกวาดยาเด็ก สูญฝี เป่ากระหม่อมเด็ก เป็นที่เคารพเลื่อมใสของสาธุชนทั่วไป มรณภาพ พ.ศ. ๒๔๗๐<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลัง พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นต้นมาวัดบางกุ้งเริ่มเสื่อมลงจนกระทั่งไม่มีพระอยู่และหาเจ้าอาวาสไม่ค่อยได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้พระครูสังฆรักษ์สุธนมาเป็นเจ้าอาวาสได้ทำการย้ายกุฏิสงฆ์จากข้างโบสถ์ออกมาอยู่ใกล้แม่น้ำ สภาพของวัดก็ยังไม่เจริญขึ้นมากนัก พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าราบ ราชบุรี<br />
พ.ศ. ๒๕๐๑ พระครูสกลวิสุทธิ์ เจ้าคณะตำบลมารักษาการเจ้าอาวาส พระสมุทรสุธีเจ้าอาวาสวัดกลางเหนือ พร้อมด้วยทายกทายิกาพากันไปนิมนต์ พระอาจารย์เยื่อ ฉตฺตโป จำพรรษาอยู่วัดบางแคใหญ่อยู่กับหลวงปู่กอน โฆสโก (พระครูโฆสิตสุตคุณ) มาเป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ.๒๕๐๓<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระอาจารย์เยื่อ ฉตฺตโป (พ.ศ. ๒๕๐๓) พระอาจารย์เยื่อ เมื่ออยู่วัดบางแคใหญ่ มีชื่อเสียงโด่งดังในการเทศน์มหาชาติ เมื่อพระอาจารย์เยื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางกุ้ง ท่านได้พัฒนาวัดให้ดีขึ้นเป็นอันมาก เช่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - สร้างถนนจากหน้าโบสถ์ถึงท่าน้ำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ย้ายกุฏิสงฆ์ไปปลูกในที่ใหม่มาบังพุทธาวาส<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - สร้างหอสวดมนต์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - สร้างกุฏิเจ้าอาวาสจากเรือนบริจาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - สร้างหอฉัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - สร้างศาลาท่าน้ำ ๒ หลัง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ซ่อมอุโบสถใหม่ทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ มีพระบรมราชโองการให้เป็น &ldquo;พระครูสมุทรสัททาภรณ์&rdquo; มรณภาพเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ อายุ ๘๐ ปี พรรษา ๖๐ วัดบางกุ้งจึงได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นจนถึงเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watbangkoong.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 390px; height: 260px; float: right;" /><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. อุโบสถ และพระประธานในอุโบสถ ฝีมือประณีตงดงามมาก องค์พระประธาน และพระอัครสาวก งดงามน่าชม พระประธานสลักด้วยศิลาแดงปางมารวิชัย เลียนแบบสุโขทัย พระพักตร์ค่อนข้างแปลก พระนามว่า &ldquo;หลวงพ่อเทพนิมิตมงคล&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. หลวงพ่อแดง หน้าอุโบสถ สลักด้วยศิลาแดงปางมารวิชัย ชาวบ้านนับถือกันมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. อุโบสถปรกโพธิ์ และหลงพ่อนิลมณี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. สระน้ำโบราณ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๖. วังมัจฉาหน้าวัด ฯลฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง การเดินทางมาชมวัดบางกุ้งก็คือ การมาชมค่ายบางกุ้ง เพราะอยู่บริเวณเดียวกัน เดินทางมาวัดนี้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ส่วนทางบกข้ามสะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์จากอัมพวาฝั่งเมืองมาแล้ว ผ่านวัดบางนางลี่ใหญ่ &ndash; วัดภุมรินทร์กุฎีทอง &ndash;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดท้องคุ้ง &ndash; วัดบางแคใหญ่ &ndash; ถนนผลไม้ &ndash; วัดบางแคน้อย &ndash; วัดปากน้ำ &ndash; วัดโบสถ์ &ndash; วัดอมรเทพ &ndash; ค่ายบางกุ้ง &ndash; วัดบางกุ้ง หรือจะข้ามสะพานอัมรินทรามาตย์จากบางคนทีฝั่งเมืองก็ได้ ข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายตามถนนเลียบแม่น้ำแม่กลองวัดบางกุ้งไม่ไกลนัก</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">-----------------------------------------------------<br />
พระครูพิทักษ์สมุทรเขต เจ้าอาวาสวัดบางกุ้ง</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3880.462194314511!2d99.93906111482713!3d13.44558209054621!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d67c0b64f691%3A0x8af664b7591417a2!2z4Lin4Lix4LiU4Lia4Liy4LiH4LiB4Li44LmJ4LiH!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1609752615519!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/20220130a02e3a0fe4a57f675bc1136ac43b4a78001518.jpg' type='image/jpg' length='1507789' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดอัมพวันเจติยารามวรวิหาร]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5583</link>
<guid isPermaLink="false">7726193915ba3e98201c857ee58e83b3</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 06:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดอัมพวันเจติยารามวรวิหาร </span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดอัมพวันเจติยาราม เป็นพระอารามหลวง ชั้นโทชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ทิศเหนือจดถนนหลวง ทิศใต้จดแม่น้ำแม่กลอง ด้านข้างทั้งสองด้านติดกับลำคลอง วัดนี้สร้างในสมัย ร.๑ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้รับวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๓๒๕</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดอัมพวันเจติยาราม มีความสำคัญยิ่ง ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นนิวาสสถานเดิมของหลวกยกบัตร (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ราชวงศ์จักรี) และคุณนาก (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชินี ใน รัชกาลที่ ๑) ได้มาอาศัยอยู่หลังจากที่บ้านเดิมใกล้วัดจุฬามณีถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว เมื่ออพยพมาจากป่า บริเวณหลังวัดจุฬามณี จึงได้มาอาศัยอยู่ ณ ที่นี้ และได้คลอดบุตรคนที่ ๔ คือ คุณฉิม (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒) ณ สถานที่แห่งนี้ เชื่อกันว่า คือ บริเวณพระปรางค์ของวัดอัมพวันฯ ซึ่งรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้น เพื่อบรรจุพระสรีรังคารของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชบิดา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ และบรรดาพระญาติได้ร่วมกันสร้างวัดนี้ถวายสมเด็จพระมารดา (สมเด็จพระรูปศิริโสภาคมหานาคนารี) ซึ่งได้อุทิศบ้านเดิม และที่ดินทั้งหมดให้สร้างวัดและได้บวชเป็นพระรูปชีจำศีลอยู่ ณ วัดนี้จนตลอดชีวิต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ตลอดมาตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระวิหารน้อย (พระที่นั่งทรงธรรม) พระวิหาร และกุฏิใหญ่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถทั้งหลังและทรงสร้างโรงธรรมศาลาขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดอัมพวันฯ ได้ทรุดโทรมลงไปมากได้เสด็จมาทอดพระเนตร เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒ คราวที่เสด็จประพาสมณฑลราชบุรี หลังจากนั้นได้ทรงแต่งตั้งพระครูวัดบ้านแหลมขึ้นเป็นพระราชาคณะที่พระมหาสิทธิการ (แดง) และโปรดให้ไปครองวัดอัมพวันฯ เพื่อไปบูรณปฏิสังขรณ์ให้ทรงสภาพดีขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watampawan.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 380px; height: 285px; float: right;" /></span><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระปั้นของเก่า ปางมารวิชัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. พระพุทธรูป ปางพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานอยู่ทางทิศใต้ของพระวิหารใหญ่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. พระพุทธโสธรจำลอง ประดิษฐานอยู่ที่บริเวณลานจันทน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. วิหารและพระปรางค์ในพระวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุพระสรีรังคารของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๖. พระอุโบสถ พระวิหาร พระที่นั่งทรงธรรม พระตำหนักใหญ่ พระตำหนักเล็ก ศาลาการเปรียญ ตลอดจนกุฏิสงฆ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระอุโบสถเดิม ของวัดอัมพวันเจติยาราม (เดิมเรียกว่าวัดอัมพวา) เป็นฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถือว่าเป็นวัดต้นวงศ์ราชินีกูลทางฝ่ายสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ เหมือนกับพระอุโบสถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดต้นวงศ์พระบรมราชวงศ์จักรี ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระอุโบสถของวัดปัจจุบันนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ ไดยมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริให้เขียนภาพฝาผนังในพระอุโบสถวัดอัมพวันฯ เรื่องเกี่ยวกับ พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อให้สอดคล้องกับที่เป็นสถานที่พระบรมราชสมภพ โดยแบ่งการเขียนผนังพระอุโบสถเป็นห้องๆ เริ่มตั้งแต่ผนังด้านซ้ายหรือด้านทิศเหนือเวียนไปตามลำดับ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้องที่ ๑ พระบรมราชสมภพ ทรงศึกษาอักขรสมัย และโสกันต์ที่บ้านหลวง เมืองบางกอก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้องที่ ๒ พระราชพิธีสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรม และทรงผนวชพิธีรับพระสุพรรณบัฏ ในพระบรมมหาราชวัง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้องที่ ๓ พระราชพิธีอุปราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เมื่อพุทธศักราช ๒๓๔๙<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้องที่ ๔ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้องที่ ๕ พระราชพิธีรับ และสมโภชพระยาเศวตกุญชร สมโภชพระพุทธบุษยรัตน์ และพระราชพิธีลงสรงเจ้าฟ้ามงกุฎ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้องที่ ๖ สร้างเมืองนครเขื่อนขัณฑ์ ทูตเฝ้า และรับครัวมอญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้องที่ ๗ พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีทรงผนวช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ และพระราชพิธีวิสาขบูชา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้องที่ ๘ การสร้างวิหารหลวง วัดสุทัศน์เทพวราราม สร้างเมืองสมุทรปราการ และการสถาปนาพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฯลฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง การเดินทางไปวัดอัมพวันเจติยาราม ใช้เส้นทางเดียวกันกับการเดินทางไปอุทยาน ร.๒ เพราะอยู่ติดกัน จากตลาดแม่กลองใช้เส้นทางแม่กลอง &ndash; อัมพวา บางนกแขวก ผ่าน วัดแก้วฟ้า วัดบางกะพ้อม วัดนางวัง ถึงแยกไฟเขียวแดง ตรงไปอำเภออัมพวา ข้ามสะพาน&nbsp; คลองอัมพวา ลงจากสะพานถึงวัดอัมพวันเจติยาราม อยู่ทางซ้ายมือ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">-----------------------------------------------------------------------------------</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พระครูโสภณคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยารามวรวิหาร</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3880.785688792688!2d99.95181416482684!3d13.425588540559135!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d431c6819e5b%3A0xfb05fed8d936667f!2z4Lin4Lix4LiU4Lit4Lix4Lih4Lie4Lin4Lix4LiZ4LmA4LiI4LiV4Li04Lii4Liy4Lij4Liy4Lih!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1609751100113!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/20231002d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e154620.JPG' type='image/jpg' length='295449' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเจริญสุขารามวรวิหาร]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5582</link>
<guid isPermaLink="false">372c83df1c456a8d738f040d52c097cd</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 06:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดเจริญสุขารามวรวิหาร</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดเจริญสุขารามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่บ้านบางนกแขวก หมู่ที่ ๕ ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร หน้าวัดติดกับคลองดำเนินสะดวก เป็นวัดโบราณไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง ตกอยู่ในสภาพวัดร้างมานาน จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๑๖ จึงได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ โดยพุทธศาสนิกชนในท้องถิ่นร่วมกันปฏิสังขรณ์ และสร้างใหม่ แล้วขออนุญาตตั้งวัด พ.ศ. ๒๔๒๖ สภาพของวัดจึงดีขึ้น ชาวบ้านเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดกลางคลองบ้าง วัดต้นชมพู่บ้าง ต่อมากระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น ได้มาสร้างประตูน้ำ ชื่อว่า ประตูน้ำบางนกแขวก (ปัจจุบันทางราชการได้เวนคืนที่ดินเฉพาะที่สร้างประตูน้ำเท่านั้น ส่วนสิ่งก่อสร้างอื่นๆได้รื้อถอนและคืนที่ดินให้แก่วัด) ในที่ธรณีสงฆ์ของวัดนี้ ประตูน้ำสร้างเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๑ ประชาชนก็พากันเรียกชื่อวัดอีกชื่อหนึ่งว่า วัดประตูน้ำบางนกแขวก และเรียกกันต่อๆ มาจนกระทั่งสมัย พระอธิการอาจ เป็นเจ้าอาวาส จึงได้ดำเนินการขออนุญาตเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ว่า วัดเจริญสุขาราม และวัดนี้ได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นับแต่พระอธิการอาจ เป็นเจ้าอาวาส ได้สร้างความเจริญให้แก่วัดอย่างมากมาย และมั่นคง พระอธิการอาจ เดิมจำพรรษาอยู่วัดบางคณฑีใน ทายกทายิกาไปอาราธนาท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๖ &ndash; ๒๔๕๔ ท่านเป็นภิกษุที่มีจักษุพิการ ชาวบ้านเรียกชื่อท่านว่า &ldquo;หลวงพ่อตามืด&rdquo; แต่ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ความรู้ดี ความประพฤติเรียบร้อย ปฏิปทาน่าเลื่อมใสเป็นบูรพาจารย์ของวัดนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าอาวาสต่อมา คือ พระราชเมธีสมุทรเขตต์ (เจียง วณฺณสโร) ได้สร้างความเจริญแก่วัดสืบต่อมา นับเป็นบุญกุศลแก่ผู้สร้างวัดและพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่ร่วมกันอุปถัมภ์ค้ำชูวัดนี้ให้รอดปากเหยี่ยวปากกา และมารศาสนามาได้ มาช่วยสร้างความเจริญแก่ประเทศชาติทั้งในด้าน ศาสนา และการศึกษาของชาติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในอดีตกาลวัดเจริญสุขารามฯ มีความเจริญทางการศึกษามาก มีโรงเรียนปริยัติธรรมเปิดการสอนนักธรรมมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ พ.ศ. ๒๔๗๘ &ndash; ๒๔๙๙ ตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดสมุทรสงคราม (เมื่อยุบโรงเรียนฝึกหัดครูแล้ว ได้นำไปรวมกับวิทยาลัยครูเพชรบุรี ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดเพชรบุรี) ผลิตครู ว. ครู ป. และครู ป.ม. ตั้งโรงเรียนประชาบาลและโรงเรียนมัธยมสามัญ (โรงเรียนเมธีชุณหะวันวิทยาลัย) โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ ปัจจุบันยังมีโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม และโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ พระเมธีสมุทรเขตต์ เจ้าอาวาสได้ทำรายงานขอพระราชทานยกฐานะวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะวัดเจริญสุขารามขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ประกอบพิธีเปิดป้ายนามที่ได้รับพระราชทานว่า &ldquo;วัดเจริญสุขารามวรวิหาร&rdquo; เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๐&nbsp; มีจอมพลผิน ชุณหะวัน เป็นประธาน ม.ล. ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีการกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยข้าราชการ และผู้มีเกียรติจำนวนมากได้มาร่วมในพิธีนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watchareansukkaram.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 380px; height: 285px; float: right;" /></span><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. พระอุโบสถสวยงาม ขนาด ๓ ประตู ฝีมือประณีตน่าชม หน้าบันลวดลายสลักเป็นรูปพระนารายณ์ ๔ กร ทรงสุบรรณ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. พระประธานในพระอุโบสถพระนามว่า หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปศิลาแดง ปางมารวิชัย ขนาดหน้าพระเพลากว้าง ๑๗๘ เซนติเมตร สูงจากฐานรองประทับนั่ง ๒๐๘ เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปโบราณ นับถือกันว่าท่านศักดิ์สิทธิ์มากเดิมเป็นพระประธานในอุโบสถวัดร้างแห่งหนึ่ง ชื่อวัดหลุมดิน (วัดสุรชยาราม) ตำบลท่าแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี พระอธิการอาจอดีตเจ้าอาวาสวัดนี้ได้อันเชิญมาประดิษฐานเป็นองค์พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระปฏิมากรขนาดใหญ่ และมีลักษณะงดงามมาก ทางวัดได้จัดให้มีงานนักขัตฤกษ์เป็นประจำทุกๆปี มีประชาชนเคารพนับถือมานมัสการสักการบูชา และปิดทองจำนวนมากมายทุกๆ ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. พระวิหารจัตุรมุข สร้างมาประมาณ ๓๐ ปี แล้ว สวยงามน่าชม หลังวิหารมีเจดีย์บรรจุอัฐิเจ้าอาวาสองค์แรก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง วัดเจริญสุขารามฯ เดินทางไปได้ทั้งทางบกและทางน้ำ อยู่ตรงประตูน้ำบางนกแขวก คลองดำเนินสะดวก ปัจจุบันการเดินทาง ทางบกจะสะดวกกว่า มีรถประจำทางเส้นทางหลวงชนบท ส.ส. ๖๐๐๒ ผ่านที่ว่าการอำเภอบางคนที &ndash; คลองบางคนที - อาสนวิหารพระแม่บังเกิด (โบสถ์คริสต์) &ndash; ข้ามคลองบางนกแขวก ประมาณ ๑ กิโลเมตร ทางเข้าวัดอยู่ขวามือปากทางมีป้อมตำรวจ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">-----------------------------------------------------------------------------------</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พระครูสมุทรปัญญาพล เจ้าอาวาสวัดเจริญสุขารามวรวิหาร<br />
เจ้าคณะตำบลบางนกแขวก</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3879.5612305878726!2d99.92488111482771!3d13.501112890510026!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d7b927776acd%3A0xa98167aefc4237bc!2z4Lin4Lix4LiU4LmA4LiI4Lij4Li04LiN4Liq4Li44LiC4Liy4Lij4Liy4Lih4Lin4Lij4Lin4Li04Lir4Liy4Lij!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1609751315662!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/20220128ecac4557771b9f56437359ea0ebb704b160500.jpg' type='image/jpg' length='1298340' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดประดู่ พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5581</link>
<guid isPermaLink="false">2ac79cc9fc7a5db6080aae56ec589c39</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 06:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดประดู่ พระอารามหลวง</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดประดู่ (พระอารามหลวง) ตั้งอยู่ที่บ้านบางกระรี้ หมู่ที่ ๒ ตำบลวัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดประดู่เป็นวัดโบราณ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ได้รื้อไปแล้ว เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัดหนึ่งในเมืองแม่กลอง หน้าวัดมีต้นประดู่ใหญ่ต้นหนึ่ง และคลองหน้าวัด คือ คลองประดู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้นทางชลมารคมาถึงวัดนี้ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ และหยุดพักทำครัวเสวยเช้าที่วัดนี้ ผูกเรือที่ต้นประดู่ใหญ่ ปัจจุบันนี้ทางวัดได้ทำแผ่นป้ายใหญ่ริมคลองหน้าวัดตรงต้นสะเดา บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไว้ว่า &quot;พระราชประวัติเสด็จประพาสต้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ณ วัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม รัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๓ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๗&quot;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ณ สถานที่แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (ผู้จดหมายเหตุ) พร้อมด้วยเจ้าฟ้าหลายพระองค์ และสมเด็จ ข้าราชบริพาร ได้เสด็จทางชลมารค โดยเรือพระที่นั่งรอง (เรือมาด ๔ แจว) ได้มา จอดพัก และผูกเรือพระที่นั่ง ณ ต้นสะเดาต้นนี้ เพื่อทำครัวเสวยพระกระยาหารเช้า ณ บริเวณนี้ และได้เสด็จกลับไปเมื่อเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. เศษ (บ่าย ๓ โมงเย็น) เพื่อเสด็จประทับแรมที่จังหวัดสมุทรสงคราม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายพระนาม และนามผู้ตามเสด็จ (ผู้ตามเสด็จส่วนใหญ่ เชื้อพระวงศ์ราชินีกูลบางช้าง)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (กรมหลวงนครราชสีมา)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. เจ้าฟ้าวชิราวุธ (ร.๖)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. กรมพระยาสมมติอมรพันธุ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. สมเด็จพระปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๖. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๗. เจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต บุญนาค)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๘. กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีผู้เล่าว่า &ldquo;วัดประดู่ผีดุมากและมีลายแทงขุมทรัพย์&rdquo; วันดีคืนดี ฝนตกหนักมีคนเห็นเป็ดเงินเป็ดทองมาเล่นน้ำฝน เมื่อพบคนก็จะหนีลงสระน้ำหายไป และยังมีเรื่องอื่นๆ เล่าอีกมาก ปัจจุบัน สระน้ำนี้ได้ถมสร้างอุโบสถใหม่ไปแล้ว ส่วนเรื่องลายแทงนั้นได้มาอ่านพบภายหลังว่า &ldquo;วัดประดู่มีรู ๙ รู รูไหนแจ้งให้แทงรูนั้น...&rdquo; ความจริงเป็นปริศนาธรรม แต่นักแสวงหาโชคลาภทรัพย์สมบัติพากันมาที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดประดู่เป็นอันมาก บ้างลงงมที่สระน้ำบ้าง ไปขุดใต้ต้นมะขามบ้าง ไปขุดใต้ต้นสะตือ ซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปีทุกคนมักจะคว้าน้ำเหลว จนทางวัดต้องหาอุบายถมสระ และสร้างอุโบสถบนสระนั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยิ่งกว่านั้นบางคนไปตีปริศนาว่า &ldquo;๙ รู คือ หลุมลูกนิมิต ๙ ลูก&rdquo; เมื่อคราวฝั่งลูกนิมิตก็คงจะฝังทรัพย์สมบัติไว้ด้วย บางคนก็ว่า รู ๙ รู &ldquo;คือทวารทั้งเก้า&rdquo; ได้แก่ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ๑ ตา ๒ ทวารหนัก ๑ ทวารเบา ๑ รวมเป็น ๙ คำว่า &ldquo;รูไหนแจ้ง&rdquo; ก็คือตาทั้ง ๒ นี่เอง คงจะฝังของดีมีค่าเอาไว้ ก็เอาชะแลงมาแทงตาพระประธานในโบสถ์ ควักพระเนตรออกเสียก็ไม่พบอะไร คนอื่นๆ เห็นตาพระประธานกลวงก็เข้าใจว่ามีคนได้ของดีไปแล้ว แอบมาควักตาแทงตาพระสาวกองค์อื่นๆ ก็ไม่พบอะไร ในตำบลวัดประดู่สมัยนั้นจึงมีคนตาบอด ตามืดมัวหลายคน รักษาเท่าไรก็ไม่หลาย เรื่องราวมากระจ่างเมื่อบางคนตอนสิ้นใจตามได้สารภาพกับลูกหลานว่า ทำบาปหนักไปแทงตาพระพุทธรูปในอุโบสถจึงได้เป็นเช่นนี้ ตาของพระพุทธรูปในอุโบสถหลังเก่าจึงบอดหมดทุกองค์ ต้องลงรักปิดทอง&nbsp; ปิดตาไว้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แท้จริงแล้ว คำว่า &ldquo;มีรู ๙ รู รูไหนแจ้งให้แทงรูนั้น&rdquo; คือ มรรค ๘ และผล ๑ รวมเป็น ๙ รู รูไหนแจ้ง คือ รู้แจ้ง ได้แก่ วิปัสสนา ได้ดวงตาเห็นธรรม เรียกว่าธรรมจักษุนั่นเอง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีสมภารรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาส ซึ่ง พระอธิการแจ้ง ได้สร้างความเจริญให้แก่วัดมากมาย หลวงปู่แจ้งทำให้วัดประดู่มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะมีอาคมขลังเชี่ยวชาญในญาณอภิญญารักษาโรคด้วยน้ำมนต์ และยาเสก (ใบมะกากับข่า) สำหรับต้มกิน ร.๕ คงจะได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่แจ้ง จึงได้เสด็จมาจนถึงวัดประดู่ เพื่อดูหลวงปู่รดน้ำมนต์ ดังมีบันทึกของสมเด็จกรม&nbsp;&nbsp; พระยาดำรงราชานุภาพ พระราชเลขาในคราวเสด็จวัดประดู่ครั้งนี้ว่า &ldquo;เข้าคลองเล็กที่ชื่อว่า คลองวัดประดู่ ถึงที่วัดเสด็จแวะพักทำครัวเสวยพระกระยาหารเช้าที่วัดนั้น กองล้างชามเที่ยวตรวจไปได้ความแปลกประหลาดที่วัดนี้ว่า วัดนี้มีพระหมอกำลังรักษาไข้ด้วยการรดน้ำมนต์ ซึ่งมีคนไข้มารักษาตัวอยู่หลายคนเมื่อเลี้ยงกันเสร็จแล้ว จึงพากันไปดูพระรดน้ำมนต์ น้ำมนต์อย่างนี้ฉันเพิ่งเคยเห็น คนพูดจาดีๆ พอเข้าไปนั่งให้พระรดน้ำมนต์ ก็มีกิริยาอาการวิปลาสต่างๆ บางคนเฝ้าแต่ขากเสลด ขากปู ขากปู พ่นน้ำลายไปจนพระหยุดรดน้ำมนต์จึงหยุดขาก หันกลับมาบอกว่าสบายในอกโล่งทีเดียว ยายแก่คนหนึ่งตาบอด ลูกสาวพามาให้รดน้ำมนต์ พอรดน้ำมนต์เข้าก็ร้องครวญคราง และวิงวอนว่า &ldquo;กลัวแล้ว จะไปแล้ว เท่านั้นเถิด&rdquo; อย่างนี้จนพระหยุดรด ถามคนไข้ได้ความว่า ยายคนนี้เดิมมีคนมา&nbsp; สู่ขอลูกสาว แต่แกไม่ให้เขาโกรธกระทำให้ผีสิง จนไม่เป็นสติอารมณ์ ต้องมารักษาตัวที่วัดประดู่ แต่พวกเราที่ตามเสด็จไม่มีใครรับอาสาสมัครเข้าไปรดน้ำมนต์ จึงไม่มีพยานที่จะยืนยัน ถ้าหากว่าพวกเราเข้าไปรดน้ำมนต์ ขากปูๆ ลงสักคน ก็เห็นจะน่าเชื่อขึ้นมาก&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันนี้ กระถางรดน้ำมนต์ของหลวงปู่แจ้ง ก็ยังอยู่ และได้ใส่น้ำมนต์ไว้ให้ญาติโยมสาธุชนได้นำไปอาบ ดื่มกิน เพื่อเป็นสิริมงคลตลอดมา หลวงปู่แจ้งเคยรับนิมนต์เข้าไปในพระบรมมหาราชวังหลายครั้ง เพื่อรักษาราชโอสรบ้าง ไปงานพระศพพระเจ้าลูกยาเธอบ้าง งานพระศพของพระเจ้าน้องยาเธอบ้าง ฯลฯ แต่ละครั้งได้รับเครื่องพระราชศรัทธามาหลายอย่างจาก ร.๕ อาทิ ตู้ใส่ของ บาตร สลกบาตร ปิ่นโต ตาลปัตร กาน้ำ กี่ใส่ยาฉุน ฝาบาตรไม้ฝังมุก ตะเกียงสายฟ้าแลบ นาฬิกาปารีส ย่ามหนัง เก๋งเรือพระที่นั่ง พระแท่นบรรทม ซึ่งทางวัดได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และยังมีพระตำหนักของเจ้าจอมมารดา ของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ถวายไว้ ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงเป็นกุฏิสงฆ์ยังเหลือฝา และวงกบประตูให้เห็นอยู่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองสมุทรสงคราม ๔ ครั้ง ได้เคยเสด็จมาเยี่ยมหลวงปู่แจ้งถึง ๒ ครั้ง กล่าวกันว่า หลวงปู่แจ้ง เป็นพระที่มีศีลาจารวัตร งดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่พบเห็น แม้แต่กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ก็ยังฝากพระองค์เป็นศิษย์เช่นเดียวกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดประดู่เป็นวัดที่ควรชมอย่างยิ่ง นอกจากความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีศิลปะพื้นบ้านที่น่าชมอีกมากมาย เป็นศิลปะไม้แกะสลัก เช่น ทหารถือปืน ปัจจุบันทำรูปทหารถือปืนด้วยเซรามิค เป็นรั้วหน้าวัดริมคลองประดู่ รูปแกะไม้ยายแก่นมยานมีเด็กจูง รูปแกะไม้คนจีนนั่งเก้าอี้ แสดงลักษณะที่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watpradoo.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 380px; height: 285px; float: right;" /></span><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. พระประธานในพระอุโบสถ แกะสลักด้วยศิลาแดง ปางสมาธิหนึ่งองค์ องค์ที่ ๒ แกะสลักด้วยศิลาแดง และองค์ที่ ๓ พระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลือง ปางมารวิชัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. พิพิธภัณฑ์วัดประดู่ แสดงเครื่องพระราชศรัทธาพระราชทานหลวงปู่แจ้งและวัตถุโบราณ ล้ำค่า อีกจำนวนมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ มีภาพจิตรกรรมบนเพดานสวยงามมาก เขียนขึ้นในสมัย รัชกาลที่ ๒ เป็นภาพยักษ์ ลิง หนุมานแผลงฤทธิ์ ภาพฤๅษีหยอกล้อกัน สูบกัญชา หัวล้านชนกัน ลุกนั่งไม่สำรวม ตลอดจนภาพรูปคนธรรพ์ เทวดา ฯลฯ น่าดูชมมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. ต้นสะเดาประวัติศาสตร์ หน้าวัด เป็นที่ผูกเรือพระที่นั่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. ศาลาพลับพลาที่ประทับ ร.๕<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๖. ศาลาแสดงเก๋งเรือพระราชทานหลวงปู่แจ้ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๗. พระแท่นบรรทม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง วัดประดู่อยู่ริมคลองประดู่ ต้นคลองอยู่วัดแก้วเจริญ ผ่านหน้าวัดประดู่แล้วล่องเรือไปถึงวัดช่องลมวรรณารามได้ ปัจจุบันใช้เส้นทางบกสะดวกกว่า มีถนนติดต่อถึงกันได้ตลอด เข้าได้หลายทาง ที่สะดวกคือ ข้ามสะพานพระศรีสุริเยนทร์ ข้ามแม่น้ำแม่กลองจากฝั่งเมืองมาแล้ว เลี้ยวซ้ายมือข้ามคลองยายชี ผ่านวัดบางแคกลางไปประมาณ ๑ กิโลเมตร ผ่านทางเข้าวัดปรกสุธรรมมาราม ทางขวามือเลยวัดปรกฯ ไปเล็กน้อย ถึงทางเข้าวัดประดู่อยู่ทางขวามือ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">--------------------------------------------------------------------------</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พระภาวนาวิสุทธิโสภณ เจ้าอาวาสวัดประดู่ (พระอารามหลวง)<br />
เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3880.781403389756!2d99.88669501482686!3d13.425853590558985!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e32a11e60b8e21%3A0xe190299fdd8f4eae!2z4Lin4Lix4LiU4Lib4Lij4Liw4LiU4Li54LmIIOC4nuC4o-C4sOC4reC4suC4o-C4suC4oeC4q-C4peC4p-C4hw!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1618979149341!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/202104217b67695ac53d8649fbfda7fbb849dfae060308.jpg' type='image/jpg' length='2112716' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเกตการาม พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5580</link>
<guid isPermaLink="false">1336bb805cb0e2612e5d7384c81d94b2</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 05:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดเกตการาม พระอารามหลวง</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="font-size:24px;">วัดเกตการาม พระอารามหลวง (ธรรมยุต) ตั้งอยู่บ้านคลองวัดเกตุ หมู่ที่ ๓ ตำบลโรงหีบ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดเกตการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญธรรมยุติกนิกาย วัดแรกของจังหวัดนี้ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองและคลองวัดเกตฯ เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาเล่ากันสืบต่อมาว่าเศรษฐีเป็นผู้สร้างไว้ ต่อมาได้รกร้างมาเป็นเวลานาน แม้แต่พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถปัจจุบัน เป็นพระศิลาเนื้อแดงขนาดใหญ่ก็ตั้งอยู่กลางแจ้ง มีต้นไม้รกปกคลุมเป็นป่าอยู่ส่วนชื่อว่า &ldquo; วัดเกต &rdquo; ก็สันนิษฐานกันว่าชื่อตามต้นเกดใหญ่ (ชื่อวัดโคกเกตุบุญญศิริ ก็ชื่อตามต้นเกดใหญ่อยู่บนโคกสูง สมัยโบราณบริเวณวัดโคกเกตุฯเป็นป่าชายเลนน้ำทะเลท่วมตลอด มีโคกใหญ่บริเวณสร้างสำนักสงฆ์เท่านั้น) ซึ่งขึ้นอยู่ ณ บริเวณนี้ เพราะยังมีขอนไม้เกดขนาดใหญ่จมดินอยู่ทางทิศเหนือของวัด ขุดพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ เหลือแต่แก่นล้วนยาว ๕ วา ๒ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ ศอก ๕ นิ้ว จมดินลึก ๒ ศอก ๑ คืบ ๓ นิ้ว เมื่อมาบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ และขอตั้งเป็นวัด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอาวาสรูปแรกของวัด คือ พระอธิการแท่น โสมทตฺโต ซึ่งต่อมาได้เป็นพระมหาสมณวงค์ ในรัชกาลที่ ๕ เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี ท่านได้ต่อเติมชื่อวัดเกต ว่า &ldquo; วัดเกตราชายตนาราม &rdquo; ภายหลังสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาตรวจการคณะสงฆ์ มณฑลราชบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้ประทับแรมที่วัดนี้ ทรงปรารภว่าชื่อวัดเกตราชายตนารามนั้น&nbsp; เป็นชื่อที่ยาวและเรียกยาก จึงได้ประทานชื่อให้ใหม่ว่า &ldquo; วัดเกตการาม &rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในการเสด็จมาตรวจราชการของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ในครั้งนี้มีบันทึกไว้ว่า พระครูเมธีสมุทรเขตต์ เจ้าอาวาสวัดเกตฯ นำเจ้าคณะหมวดพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเฝ้า ทรงปฏิสันถารถามถึงทุกข์สุข ความเป็นไปของวัด และพระสงฆ์ และเหตุการณ์อันเป็นไปในคณะสงฆ์ โดยมากทูลไม่ได้ เพราะพระเจ้าคณะทั้งหลายไม่สู้จะเอาใจใส่ในคณะสงฆ์ของตน จึงถูกพระตำหนิ ถ้วนหน้าที่ไม่ได้เอาใจใส่ในวัดของตนสักเท่าไรยกเว้นพระครูเมธีสมุทรเขตต์ เจ้าอาวาสวัดเกตการาม และพระอธิการเหมือนวัดกลางเหนือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับวัดเกตการาม มีบันทึกไว้ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo; วัดเกตการาม เป็นวัดมีภูมิฐานดี ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม มีหมู่บ้านคับคั่ง ของก่อสร้างเข้าใจวางระเบียบ และรู้จักที่จะทำให้งาม เสนาสนะกับอุโบสถอยู่ต่างจังหวัดกัน กุฏิมีอยู่หลายหลังตั้งอยู่เป็นหมู่ อุโบสถก่ออิฐ วัดนี้พระครูเมธีสมุทรเขตต์ (เพิ่ม) เป็นเจ้าอาวาสการรักษาวัดสะอาดเรียบร้อย แม้การศึกษาธรรมวินัยของภิกษุสามเณรก็นับว่าแข็งแรง พระครูได้ทูลขอครูออกไปจากวัดบวรนิเวศวิหาร และได้ตั้งการสอนการเรียนมาสองปีเข้านี่แล้ว เมื่อถึงคราวสอบไล่ได้ส่งนักเรียนเข้ามาสอบในสนามหลวง สอบไล่ได้ตามหลักสูตรแห่งองค์นักธรรมไปแล้วหลายรูป นับว่าภิกษุสามเณรมีความรู้ในธรรมวินัยเจริญขึ้นบ้างแล้ว ได้ทรงทราบจากรายงานของครูว่า ในเวลานี้มีนักเรียนถึง ๔๐ ภิกษุสามเณรวัดอื่นก็ได้มาสมทบเรียนด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีตั้งโรงเรียนหนังสือไทยขึ้นที่วัดอีก และสอนถึงชั้นประถมปีที่ ๔ ... &rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จทอดพระเนตรวัดเกตการาม เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๘ และทรงประทับแรมที่วัดนี้หนึ่งคืนในเรือพระที่นั่ง ทรงโปรด&nbsp; วัดเกตการามมากเป็นพิเศษ โดยโปรดให้พระมหานายก (มณี ลิมกุล) ซึ่งเป็นชาวสมุทรสงคราม จัดส่งพระมหาเขียนมาเป็นครูสอนนักธรรมที่วัดนี้ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๕๘ เสด็จต่อไปวัดสัตนาท เมืองราชบุรี วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๕๘&nbsp; ทรงตั้งพระครูเมธีสมุทรเขตต์ (เพิ่ม) เจ้าอาวาสวัดเกตการาม และเจ้าคณะแขวงบางคนที เป็นเจ้าคณะธรรมยุตเมืองราชบุรี เมืองสมุทรสงคราม และเมืองเพชรบุรี<br />
วัดเกตการามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๓ และได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. พระอุโบสถ สร้างเมือง พ.ศ. ๒๔๗๒ โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงโบราณมุข ๒ ชั้น พื้นปูด้วยหินอ่อน บานประตูบานหน้าต่างใช้ไม้สักทั้งแท่งแกะสลักลวดลายเทวรูปนพเคราะห์ลายไทย ๓ ชั้น ลงรักปิดทอง เป็นศิลปะวัตถุอันประณีตมีค่ามาก เป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่ทางเข้า ๓ ประตู ภาพผนังสวยงามมากเล่าเรื่องทศชาติ ส่วนผนังด้านหลังเป็นเรื่องไตรภูมิพระร่วง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. พระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานไว้บูชา ในพระอุโบสถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. พระศรีสัพพัญญู หรือ หลวงพ่อเผือก พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณ ปางมารวิชัย เนื้อศิลาแดง หน้าตักกว้าง ๔ ศอกเศษ สูง ๕ ศอกเศษ พร้อมด้วยพระอัครสาวก คือ พระโมคัลลานะ และพระสารีบุตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. หลวงพ่อเกศมงคลพุทธพรหมบดี หรือ หลวงพ่อต่อ หรือหลวงพ่อประสาธพร เป็นพระพุทธรูปโบราณเก่าแก่ ปางห้ามญาติ เนื้อศิลาแดง องค์เล็กๆ พุทธลักษณะแบบสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารด้านหลังพระอุโบสถ นับถือกันว่าท่านมีความศักดิ์สิทธิ์มากองค์หนึ่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. พระพุทธนรสีห์ชินินทรมหามุนีศรีสมุทร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อโลหะลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ องค์รองพระประธานพร้อมด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัยในพระอุโบสถอีก ๖ องค์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระพุทธนรสีห์ ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ ได้มาทำการหล่อองค์พระ ที่วัดเกตการามด้วยตัวของท่านเองเป็นเวลา ๑๕ วัน ท่านเจ้าคุณเคยมีภูมิลำเนาอยู่ในแถวถิ่นนี้ และบวชเป็นเณรที่นี่ องค์พระที่สร้างจำลองรูปแบบมาจากพระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร สร้างเสร็จ เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๓</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ประวัติหลวงพ่อพระศรีสัพพัญญู<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่อพระศรีสัพพัญญูเป็นพระพุทธรูปสำคัญ และศักดิ์สิทธิ์ของวัดเกตการามประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถหลังปัจจุบัน ตามประวัติเล่าต่อกันมาว่า แต่เดิมท่านประทับอยู่กลางแจ้งนานเท่าไรไม่มีใครทราบได้มีต้นไม้ปกคลุมองค์ท่านเป็นป่ารก สันนิษฐานว่าท่านเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ได้สร้างมาพร้อมกับวัดโบราณ ต่อมาประชาชนใกล้วัดได้ช่วยกันถากถางต้นไม้ออก แล้วเอาปูนขาวพอกหุ้มองค์ท่านไว้คนสมัยนั้นจึงเรียกท่านว่า &ldquo; หลวงพ่อเผือก&rdquo; อยู่ในวัดร้าง เพราะก่อนหน้าที่จะขออนุญาตตั้งเป็นวัดนั้นมีเจ้าอาวาสมากี่รูป ไม่สามารถจะสืบทราบได้ ต่อมาไม่มีพระอยู่กลายเป็นวัดร้าง เสนาสนะทรุดโทรม เป็นที่พำนักอาศัยของพวกทุจริตมิจฉาชีพ ใน พ.ศ. ๒๔๓๓ นายนุตร์ นางตะ (นามสกุลต่อมา คือ บุญนุช) คหบดีตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้วัด เกรงว่าวัดจะสูญเสียสถานที่แก่ศาสนาอื่น ที่เข้ามาตั้งสาขาแผ่ศาสนาอยู่ จึงอาราธนาพระอุปชฌาย์โสปากะ (ปาน) เจ้าอธิการวัดบางคณฑีนอกให้มาบูรณปฏิสังขรณ์ ท่านจึงได้ส่งพระอธิการแท่น โสมทตฺโต มาเป็นเจ้าอาวาส (ต่อมาได้เป็นพระมหาสมณวงศ์) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพระอธิการแท่นมาเป็นเจ้าอาวาสก็มีดำริจะสร้างเรือนอุโบสถครอบลงตรงที่หลวงพ่อเผือกประทับอยู่ โดยก่อนจะสร้างเรือนอุโบสถได้มีคนละแวกนั้นเล่าให้ฟังว่า พอตกกลางคืน ตอนดึกๆ มักจะได้ยินเสียงท่านร้องว่า &ldquo;เมื่อไหร่จะเอากูเข้าร่มเสียที ๆ&rdquo; ตั้งหลายครั้ง จนเมื่อได้สร้างเรือนอุโบสถคลุมองค์ท่านแล้ว ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เงียบเสียงเรียกไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเรือนอุโบสถที่เจ้าคุณพระมหาสมณวงศ์ได้สร้างไว้นั้นชำรุดทรุดโทรมลง เจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ พระครูพรหมจริยาภิรมณ์ (พรหม สุปญโญฺ) พ.ศ. ๒๔๗๑ &ndash; ๒๔๘๒ เจ้าอาวาสลำดับ ที่ ๖ ของวัดเกตการาม ได้ทำการสร้างเรือนอุโบสถขึ้นใหม่ตรงสถานที่เดิม คือ หลังปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เพราะท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (ผิน สุวจเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร สมัยที่ท่านยังเป็นพระมหาผินอยู่นั้น ได้นำช่างผู้ชำนาญการมาบูรณะตกแต่งองค์หลวงพ่อเผือกใหม่จนสวยงาม โดยได้รับความอุปถัมภ์ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากนางทับทิม จั่นบุญมี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ และถวายพระนามองค์ท่านใหม่ว่า &ldquo; หลวงพ่อพระศรีสัพพัญญู &rdquo; ด้วยอภินิหารของท่านประชาชนที่มาทำบุญบำเพ็ญกุศลภายในวัด ก็มักจะไปขอพรจากท่านอยู่เสมอ จนเป็นที่เคารพบูชาเลื่อมใสของประชาชนทั่วไป</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ประวัติหลวงพ่อเกศมงคลพุทธพรหมบดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่อเกศมงคลพุทธพรหมบดีนี้ องค์เดิมเป็นพระพุทธรูปเนื้อศิลาแดงที่เก่าแก่มากจนไม่สามารถสืบอายุได้ร้อยกว่าปี เพราะท่านประทับอยู่ในวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อวัดสร้อยฟ้า เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่ากลายเป็นวัดร้างมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีผู้มาจับจองทำไร่ทำสวน แล้วเปลี่ยนกรรมสิทธ์ถือครองกันต่อๆ มาจนกระทั่งกรรมสิทธิ์ของชาวจีนครองครัวหนึ่ง นับถือศาสนาคริสต์ แล้วตั้งแต่วัดคริสต์ วัดนี้อยู่ปากคลองบางนกแขวกบน (บางนกแขวกล่าง อยู่ทางวัดประชาฯ) หลวงพ่อถูกทอดทิ้งอยู่ในป่ารก ไม่มีสภาพวัด เจดีย์ วิหาร โบสถ์ ไม่มีแล้ว และพวกเข้ารีตก็ไม่นับถือองค์ท่าน ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยในแถบนั้นเล่ากันว่า กลางคืนดึกๆ จะได้ยินเสียงร้องว่า &ldquo;เอากูออกไปที ๆ&rdquo; เพราะท่านไม่ปรารถนาที่จะอยู่วัดนี้ต่อไป บางครั้ง ก็ร้องว่า &ldquo;กูแสบหลังเต็มที ๆ&rdquo; เพราะองค์ท่านเป็นเนื้อหินทรายแดง ผู้คนเอามีดไปลับให้คมที่หลัง ของท่าน เมื่อไม่ได้ผล จึงไปเข้าฝันจีนเข้ารีตคนหนึ่ง อยู่ที่คลองตาจ่าว่า &ldquo;ขอให้ช่วยนำท่านออกจากวัดเข้ารีต เมื่อช่วยท่านแล้ว ท่านจะช่วงบ้าง&rdquo; ทีแรกชายจีนผู้นั้นไม่เชื่อ ต่อมาวันหนึ่งไปตัดต้นมะขามที่ขึ้นอยู่ใกล้บ้านของตน ต้นมะขามโค่นลงจะทับตนเข้าก็เกิดอัศจรรย์เหมือนมีอะไรมาผลักให้พ้นไปเสีย ตกกลางคืน หลวงพ่อไปเข้าฝันชายผู้นั้นอีก &ldquo;เห็นไหมเล่า เมื่อตอนกลางวัน ถ้าอั้วไม่ช่วย ต้นมะขามต้องทับลื้อตายแน่ๆ อั้วได้ช่วยลื้อแล้ว ลื้อต้องช่วยอั้วบ้าง&rdquo; คราวนี้ชายจีนผู้นั้นจึงไปว่าจ้างแม่ชีเข้ารีตช่วยนำท่านออกจากวัด แม่ชี ๒ คน นำท่านเคลื่อนที่ ได้ประมาณ ๒ วาเศษ เท่านั้น ก็ช่วยกันทุบพระเศียรของท่าน (คงจะหนักมากลากไม่ไหว) พบทองคำหนัก ๔ บาท อยู่ในพระเศียรนั้น พากันดีใจนำเข้าไปจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร แต่ปรากฏว่าแม่ชีนั้นหายไปไม่ได้ กลับมา ต่อมาหลวงพ่อได้ไปเข้าฝันชาวบ้านบอกให้ทราบว่า &ldquo;แม่ชี ๒ คนนั้นได้พากันจมน้ำหายไปทั้งคน และทองคำเสียแล้ว&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อมาหลวงพ่อได้ไปเข้าฝันบอกหวยให้แก่นายพาน คนนับถือศาสนาพุทธว่า &ldquo;เราจะบอกหวยให้แก่ท่าน ขอให้ท่านนำเราออกจากวัดเข้ารีตทีเถิด&rdquo; นายพานเป็นคนมีฐานะดีไม่เคยเล่นหวยจึงไม่ได้ไปแทง และหวยก็ออกตัวที่หลวงพ่อบอก นายพานจึงนำเรื่องไปเล่า ให้หลวงพ่อเพิ่มฟัง (ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๒ ของวัดเกตการาม และได้สมณศักดิ์เป็นพระครูอุดมธีรคุณ) หลวงพ่อเพิ่มจึงไปหานายอำเภอบางคนทีสมัยนั้นชื่อนายมังกร (ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอนุรักษ์ภักดี) ขอให้ช่วยเจรจาขอหลวงพ่อเกศฯ ต่อบาทหลวงวัดเข้ารีต ก็ได้คืนมาตามประสงค์ นำท่านลงเรืออัญเชิญมาไว้&nbsp; วัดเกตการาม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ เรียกกันว่า หลวงพ่อต่อ เพราะนายช่างได้เอาปูนมาปะติดปะต่อบูรณะองค์หลวงพ่อใหม่ แล้วพอกปูนหุ้มอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้ท่านมั่นคงแข็งแรง และสวยงาม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดคริสต์ที่กล่าวถึงนี้ คือ ศูนย์เผยแผ่ศาสนาคริสต์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สถานที่สร้างวิหารพระแม่บังเกิดอันสวยงามใหญ่โต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่อต่อ มีอภินิหารมากเป็นที่เลื่องลือ ในวันที่ประกอบพิธีสมโภชองค์หลวงพ่อนั้น มีคนเห็นจระเข้ตัวหนึ่งผุดขึ้นผงกศีรษะคำนับหลวงพ่อต่อในประรำพิธีถึง ๓ ครั้ง ระหว่างที่หลวงพ่อประดิษฐานอยู่ในประรำชั่วคราวนั้น เล่ากันว่า น้ำหน้าวัดเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ใครเป็นโรคตาแดง ตาเจ็บ ยกมือขึ้นไหว้วักน้ำลูบหน้าโรคตาก็หาย หลวงพ่อต่อไม่มีชื่อ ต่อมามีผู้รู้มาแจ้งว่า ท่านชื่อ &ldquo;หลวงพ่อเกศมงคลพุทธพรหมบดี&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันนี้ หลวงพ่อเกศฯ เป็นที่พึ่งพาของประชาชนทั่วไป มีผู้มาบนบานขอความช่วยเหลือหรือขอลาภผลจากหลวงพ่อเกศฯ โดยชอบธรรมก็มักจะได้รับผลสำเร็จตามประสงค์ จึงมีประชาชนเข้ากราบบูชา หลวงพ่อเกศฯ อยู่แทบทุกวัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คาถาบูชาหลวงพ่อเกศมงคลพุทธพรหมบดี<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watkedkaram.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 380px; height: 253px; float: right;" /></span><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อะระหัง&nbsp; พุทโธ&nbsp; พุทโธ&nbsp; เม&nbsp; นาโถ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ธัมโม&nbsp; เม&nbsp; นาโถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สังโฆ&nbsp; เม&nbsp; นาโถ (๑ ครั้ง)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บูชาหลวงพ่อเกศฯ ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. เทียน ๒ เล่ม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. ธูป ๕ ดอก</p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง วัดเกตการาม อยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองด้านตะวันตก เส้นทางเดียวกับค่ายบางกุ้ง ตามถนนผลไม้ จากวัดบางแคใหญ่ - บางแคน้อย - วัดโบสถ์ - ค่ายบางกุ้ง - วัดตรีจินดาวัฒนาราม - วัดกลางเหนือ - วัดเกตการาม อยู่ทางขวามือ</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">---------------------------------------------------------------------<br />
พระเทพสุเมธี เจ้าอาวาสวัดเกตการาม (พระอารามหลวง)<br />
เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม (ธรรมยุต)</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3880.0817581601937!2d99.93534486525432!3d13.469057640530911!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d65b6d5a0b4d%3A0x374f5671415fb99e!2z4Lin4Lix4LiU4LmA4LiB4LiV4LiB4Liy4Lij4Liy4Lih!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1609750929727!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/202104219497289d89cc78762021ee924d2859f0055943.JPG' type='image/jpg' length='734785' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดบางกะพ้อม]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5579</link>
<guid isPermaLink="false">bab93da0613fc4c580b74411ad8913b7</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 05:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดบางกะพ้อม</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดบางกะพ้อม ตั้งอยู่ที่ ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดบางกะพ้อม เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากในสมัยโบราณ เพราะเจ้าอาวาสรูปหนึ่งของวัดนี้ชื่อ &ldquo;พระอาจารย์คง&rdquo; เป็นผู้มีอาคมขลัง วัดนี้จึงมีของดีของขลัง เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ &ldquo;ตะกรุด และเหรียญหลวงพ่อคง&rdquo; ซึ่งปัจจุบันมีราคาเช่าเป็นเรือนแสน เพราะมีชื่อเสียงในด้านความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์อยู่ยงคงกระพัน หลวงพ่อคงมีศิษย์สืบถอดความขลัง คือ &ldquo;หลวงพ่อแช่ม&rdquo; หลวงพ่อแช่มมีศิษย์สืบทอด คือ &ldquo;หลวงพ่อเนื่อง&rdquo; วัดจุฬามณี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดบางกะพ้อมเป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ เล่ากันว่า ผู้สร้างวัดเป็นครอบครัวที่หนีพม่ามาจากกรุงศรีอยุธยาพาครอบครัว และทรัพย์สมบัติลงเรือรอนแรมมาจนถึงสถานที่สร้างวัดปัจจุบันนี้ เห็นสถานที่สงัดและร่มรื่นในคลองบางกะพ้อม (โบราณคงมีชื่ออื่น) จึงได้สร้างที่พักอาศัยอยู่ พร้อมทั้งสานกระบุง ตระกร้า เสื่อ และพ้อม (พ้อม เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ข้าวเปลือก มีลักษณะก้นสอบ กลางป่อง ปากสอบ กว้างตั้งแต่ ๒ &ndash; ๔ ศอก สูงประมาณ ๔ ศอก สานตั้งแต่ก้นก่อน แล้วจึงสานด้านข้าง ผู้สานต้องเข้าไปนั่งหรือยืนสานอยู่ข้างใน ยิ่งสานก็ยิ่งสูงขึ้นไปจนบังตัวผู้สาน เหลือเพียงไหล่ หรือศีรษะโผล่ออกมา) ออกจำหน่ายเพื่อเป็นค่ายังชีพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อยู่มาวันหนึ่ง มีคนวิ่งมาบอกว่า มีกองทหารพม่ามาให้รีบหลบหนีไปเสีย สองผัวเมียกำลังสานพ้อมอยู่ เห็นว่าหนีไปไม่ทันแล้ว จึงได้แอบบังตัวอยู่ในพ้อมที่กำลังสานขาย พร้อมทั้งตั้งสัตนาธิษฐาน ต่อพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า ขออย่าให้พม่าเห็น หากรอดพ้นไปได้ก็จะสร้างวัดถวาย ณ สถานที่นี้ เมื่อท่านผู้นี้ได้ออกจากพ้อม ปลอดภัยจากพม่าแล้วจึงได้สร้างวัดถวายที่ตั้งสัตยาธิษฐานไว้ ชื่อว่า &ldquo;วัดบังกับพ้อม&rdquo; ต่อมาชื่อที่เรียกก็เพี้ยนเป็น &ldquo;บังกะพ้อม&rdquo; และ &ldquo;วัดบางกะพ้อม&rdquo; ในปัจจุบัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ครอบครัวของท่านผู้นี้ ได้สร้างอุโบสถเรือนไม้ วิหารประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ และศาลาโรงทาน ได้ตั้งเป็นวัด เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๒ (สมัยกรุงธนบุรี) และได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ บุตร หลาน เหลน ของท่านที่สร้างวัดนี้ ได้บูรณปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ ของวัดเพิ่มเติม รับทอดกันต่อๆ มา เท่าที่ทราบรายชื่ออยู่ปัจจุบัน คือ นายเหม็น &ndash; นางสะอิ้ง นายสน &ndash; นางเพี้ยน นายสุวรรณ &ndash; นางจับ (ต้นตระกูลสมสุวรรณ) พระสินธุชลสงคราม (เผื่อน ณ บางช้าง) และคุณหญิง (จันทร์ ณ บางช้าง) พลเรือเอกพระยามหาโยธา (ฉ่าง แสงชูโต) และคุณหญิง (จง แสงชูโต) ฯลฯ จนกระทั่งลูกหลานเหลนของท่านเหล่านี้ ได้ช่วยกันบูรณะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดนี้ต่อๆ กันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยบรรพบุรุษของตระกูลได้สั่งไว้ว่า ผู้ที่ได้รับทรัพย์สมบัติของตระกูลทุกคนจะต้องสงเคราะห์พระสงฆ์สามเณรผู้ปฏิบัติชอบ ในพระอารามนี้ตลอดไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ที่สำคัญอีกองค์หนึ่ง คือ เชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์จักรี ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ จนกระทั่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อยู่ในพระอารามนี้ ท่านรูปนี้ได้ปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระวิหารมีประตูกลมเข้าออก ๒ ประตู ศิลปะแบบจีน และบูรณะจัดภาพปั้นผนังนูนอันวิจิตร ฝีมือประณีตสวยงามมาก ภาพนั้นกล่าวถึงประวัติพระพุทธบาท ๕ แห่ง และประวัติของพระพุทธเจ้าพระพุทธบาท ๔ รอย ในวิหารเดิมปูด้วยแผ่นเงิน แต่ได้สูญหายไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พระเถระรูปนี้ ท่านได้มีชีวิตอยู่มาถึงสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชใหม่ๆ ได้เสด็จมาเยี่ยมพระเถระรูปนี้ที่วัดบางกะพ้อมในราวพรรษาที่ ๒ &ndash; ๓<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดบางกะพ้อมมีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมาก คือ หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต (จันทร์ประเสริฐ) ดังได้กล่าวถึงข้างต้น เป็นเจ้าอาวาสระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๘ &ndash; ๒๔๘๖ ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรืองมากมาย เพราะท่านเป็นผู้มีความสามารถทางวิชาช่างด้วย เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไปทั้งเมืองแม่กลอง จังหวัดใกล้เคียง และกรุงเทพมหานคร มาจนทุกวันนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watbankapom.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 380px; height: 253px; float: right;" /></span><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. พระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีฐานชุกชีรองรับ ลงรักปิดทองทั้งองค์ คู่มากับอุโบสถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. รอยพระพุทธบาท ๔ รอย ในวิหาร ปั้นในสมัยโบราณ วัดโยรอบ ๑๘.๕๐ เมตร สูง ๓ เมตร รอยตรงกลางเป็นกระดานยกได้ วิจิตรงดงามมาก มีแห่งเดียวในในประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. วิหาร ศิลปะแบบจีน ที่ประดิษฐานพระพุทธบาท ๔ รอย&nbsp; ซึ่งมีผนังนูนน่าชมมาก เป็นของเก่าโบราณ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. พระพุทธรูปปางไสยาสน์ เป็นพระปั้นยาว ๙ เมตร สูงจากพื้นที่ไสยาสน์ ๑ เมตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. รูปหล่อหลวงพ่อคง ในอุโบสถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๖. รูปหล่อหลวงพ่อเณร เป็นรูปยืนสูง ๐.๗๐ เมตร ในวิหารเล็ก</p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง วัดบางกะพ้อมอยู่ระหว่างวัดแก้วฟ้ากับวัดนางวัง หน้าวัดติดถนนแม่กลอง - บางแพ (หรือบางนกแขวก)</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">-------------------------------------------------------------------</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พระครูสมุห์ไพศาล อารยธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m14!1m8!1m3!1d7761.911021512408!2d99.96273900000001!3d13.415081!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d5b52c809153%3A0x4b71e3a577928816!2z4Lin4Lix4LiU4Lia4Liy4LiH4LiB4Liw4Lie4LmJ4Lit4Lih!5e0!3m2!1sth!2sus!4v1609751495182!5m2!1sth!2sus" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/202104219497289d89cc78762021ee924d2859f0055858.JPG' type='image/jpg' length='374797' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดจุฬามณี]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5578</link>
<guid isPermaLink="false">ab91392f66dcb3f7350e5833ab1556fc</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 05:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดจุฬามณี</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดจุฬามณี ตั้งอยู่ที่ คลองวัดจุฬามณี หมู่ที่ ๙ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดจุฬามณี เป็นวัดที่เก่าแก่ และมีความสำคัญมากวัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะเป็นแหล่ง กำเนิดของสตรีคนสำคัญถึง ๔ คน ณ บริเวณหลังวัดนี้ และยังเป็นที่อพยพหลบภัยของญาติพี่น้อง และมิตรสหายของหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดจุฬามณี เดิมเรียกกันว่า &ldquo;วัดแม่ย่าเจ้าทิพย์&rdquo; เรียกชื่อมาแต่สมัยอธิการเนียม เป็นเจ้าอาวาส เพราะวัดนี้สมัยหนึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก ได้รับอุปการะจากท่านทิพย์ (ไม่ทราบว่าสืบสายมาจากไหน) ได้ให้ความอุปถัมภ์ปฏิสังขรณ์เสนาสนะของวัดให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น จึงเรียกชื่อวัดตามนามผู้อุปถัมภ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้สร้างวัด คือ ท้าวแก้วผลึก (น้อย) เป็นผู้หญิงนายตลาดบางช้าง สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๓ &ndash; ๒๑๙๘) ท้าวแก้วผลึกอยู่ในตระกูลเศรษฐีบางช้าง มีหลานชาย ชื่อทอง ได้แต่งงานกับญาติในตระกูลเศรษฐีเช่นกัน ชื่อสั้น เศรษฐีทองมีบุตรธิดากับท่านสั้นถึง ๑๐ คน ซึ่งได้ถือกำเนิด ณ บริเวณหลังวัดจุฬามณีแห่งนี้ ที่ควรจะกล่าวถึง คือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. คุณนาก ธิดาคนที่ ๔ คือ สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระราชินีในรัชกาลที่ ๑พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. คุณนวล ธิดาคนที่ ๙ แต่งงานกับนายบุญนาค สหายของหลวงยกกระบัตร ได้อพยพลี้ภัยมาอยู่ในสวนลึกหลังวัดจุฬามณีด้วย ก่อนกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ดำรงตำแหน่งนายฉลองไนยนาถ มหาดเล็กวังหน้า เป็นต้นตระกูลบุญนาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. คุณแก้ว ธิดาคนที่ ๑๐ แต่งงานกับพระแม่กลองบุรี (ศร) เป็นต้นตระกูล ณ บางช้าง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔.&nbsp; คุณบุญรอด ธิดาของคุณแก้ว พี่สาวของหลวงยกกระบัตร ซึ่งพาครอบครัวอพยพหลบภัยมาอยู่ด้วย ขณะตั้งครรภ์อยู่ กาลต่อมาคุณบุญรอดได้เป็นพระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒ คือสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ และมารดา คือ คุณแก้ว ดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมพระศรีสุดารักษ์ ในรัชกาลที่ ๑<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อมานิวาสสถานหลังวัดจุฬามณีแห่งนี้ถูกไฟไหม้ ครอบครัวจึงได้ย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่ในสวนเดิมของท่านสั้นมารดา และ ร.๒ หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระราชสมภพ ณ สถานที่แห่งใหม่นี้ ปัจจุบันก็คือ สถานที่ตั้งวัดอัมพวันเจติยาราม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watchuramanee.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 380px; height: 285px; float: right;" /><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. อุโบสถหลังใหม่ เป็นอุโบสถจตุรมุขหินอ่อน หลังคาซ้อน ๓ ชั้น พื้นปูด้วยหินหยกสีเขียวจากเมืองการาจี ปากีสถาน สร้างแทนอุโบสถหลังเดิม ซึ่งสร้างด้วยไม้สัก และไม้เนื้อแข็ง ได้บูรณะซ่อมแซมกันตลอดมาด้วยเวลาอันยาวนาน จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๑ พระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท) จึงได้สร้างอุโบสถหลังใหม่แทน ใช้เวลายาวนานถึง พ.ศ. ๒๕๓๐ ท่านได้มรณภาพอุโบสถเกือบจะสำเร็จเรียบร้อย และศิษย์ของท่าน คือ พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (อิฏฺฐ ภทฺทจาโร) ได้ดำเนินการต่อมาจนเรียบร้อย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อุโบสถหลังนี้ นอกจากเป็นอุโบสถที่มีรูปแบบงดงามแล้ว ภายในอุโบสถยังวิจิตรงดงามมาก ประดิษฐานพระประธานบนฐานสูง ประดับประดาด้วยโคมไฟ บานหน้าต่างด้านนอกลงรักฝังมุก เป็นภาพตราพระราชลัญจกรตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน พระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนภาพเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่างๆ และภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ และนิทานชาดก ที่ประณีตงดงาม ฯลฯ ควรแก่การเข้าชมเป็นอย่างยิ่ง ภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือของจิตรกรหญิงนิตยา ศักดิ์เจริญ ใช้เวลาในการวาดนานถึง ๖ ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. นมัสการหลวงพ่อเนื่อง เกจิอาจารย์ชื่อดัง ร่างของท่านยังบรรจุไว้ในโลงแก้วบนศาลาการเปรียญวัดจุฬามณี หลวงพ่อเนื่องเป็นศิษย์หลวงพ่อแช่มเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง มีความเชี่ยวชาญทางสมถกรรมฐานมีคนนับถือมาก ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม ประชาชนได้นิมนต์ท่านมาเป็นเจ้าอาวาส เมื่อเห็นว่าวัดจุฬามณีกำลังเสื่อมโทรม ส่วนหลวงพ่อเนื่องก็มีความศักดิ์สิทธิ์และสร้างความร่ำรวยให้แก่สาธุชนทั่วไปจนเป็นที่เลื่องลือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. องค์ท่านพ่อท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวเวสสุวัณ ตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาที่มีสี่ภาค รวมทั้งคาถาขอพร</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง วัดจุฬามณีตั้งอยู่ริมคลองอัมพวา เดินทางทางน้ำ ส่วนทางบกสะดวกมาก ห่างจากที่ตั้งอำเภออัมพวาประมาณ ๒ กิโลเมตร หากเดินทางจากแม่กลอง เข้าถนนแม่กลอง - บางแพ จากแยกไฟเขียวแดงแรกไปไม่ไกลนัก แลเห็นป้ายวัดจุฬามณีอยู่ปากทางเข้าด้านขวามือ</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">-----------------------------------------------</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี<br />
เจ้าคณะอำเภออัมพวา</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3880.7774808919426!2d99.96383081482684!3d13.426096190558871!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d43cc6068373%3A0xb883f5c729d1f868!2z4Lin4Lix4LiU4LiI4Li44Lis4Liy4Lih4LiT4Li1!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1609751551113!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/2021042118cb428ca3cac8a5243d428feef6c3bb060702.jpg' type='image/jpg' length='648874' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5577</link>
<guid isPermaLink="false">acd606d1dae5783c36ed3c63d2e7d983</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 05:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดภุมรินทร์กุฎีทอง</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ตั้งอยู่ที่ ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองฝั่งเหนือของปากคลองประชาชมชื่น (คลองบางลี่) ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดภุมรินทร์กุฎีทอง เป็นวัดโบราณวัดหนึ่งตั้งอยู่หลังวัดบางนางลี่น้อย จากหลักฐานของกรมการศาสนาปรากฏว่าเริ่มเป็นวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๓๐ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง ต่อมาครอบครัวของนางภู่สามีไม่ปรากฏ ชื่อเป็นเถ้าแก่โรงหีบอ้อยอยู่จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย ลูกสาว ลูกเขย และเครือญาติได้จัดสร้าง ถาวรวัตถุต่างๆ ให้แก่วัด อาทิ อุโบสถ (ต่อมาสร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐) ศาลาการเปรียญ กุฏิ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ และได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ นางภู่ และครอบครัว (พงษ์พิทักษ์) เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ใต้ปากคลองบางจาก ตำบลอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม (บริเวณนี้ สมัยโบราณมีวัดร้าง ชื่อว่า วัดตะลิงปลิง)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดภุมรินทร์ฯ เป็นวัดเล็กๆ อยู่ด้านหลังวัดบางนางลี่น้อย ต่อมาวัดบางนาลี่น้อยถูกน้ำเซาะพังลงแม่น้ำแม่กลองจึงย้ายกุฎีทอง ซึ่งเหลือเพียงหลังเดียว และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาไว้ที่วัดภุมรินทร์ฯ เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ว่า &ldquo;วัดภุมรินทร์กุฎีทอง&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กุฎีทอง วัดภุมรินทร์ฯ ปัจจุบันจึงเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับกุฎีทองของวัดบางนางลี่กุฎีทอง หรือวัดบางลี่บน (บางลี่น้อย) เพราะวัดนี้มีสมภารรูปหนึ่ง (หลวงพ่อพระปลัดทิม) เป็นที่สนิทสนมกับเศรษฐีทอง มีความเชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์ ได้ตรวจดูดวงชะตาของคุณนาก ธิดาของเศรษฐีทองไว้ว่า มีบุญวาสนาสูงจะได้เป็นถึงนางพญามหากษัตริย์ เศรษฐีทองก็ให้คำมั่นว่า ถ้าเป็นจริงจะสร้างกุฎีทองถวาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เศรษฐีทอง และเศรษฐีสั้น ตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลบางช้าง บริเวณหลังวัดจุฬามณี ท่านเศรษฐีมีบุตรธิดาหลายคน ธิดาคนหนึ่ง ชื่อ นาก เป็นสตรีที่สวยงามเป็นที่เลื่องลือสมัยนั้นตรงกับแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศกษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ตามประเพณีเมื่อมีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ใหม่ บรรดาประเทศราชน้อยใหญ่ก็จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย และบางแห่งก็พร้อมด้วยพระธิดามาเป็นบาทบริจาริกา บรรดาข้าราชการในราชสำนักก็จะแสวงหาสตรีรูปงามไปถวายเป็น พระสนม บรรดามหาเล็กคนสนิทก็กราบบังคมทูลว่า มีสตรีรูปงามอยู่แขวงบางช้างนางหนึ่งเป็นบุตรีของเศรษฐีบางช้าง จึงโปรดให้เจ้าเมืองราชบุรีไปสู่ขอต่อบิดามารดา สมัยนั้นเมืองแม่กลองเป็นเมืองตรีขึ้นแก่ราชบุรีเมืองโท ท่านเศรษฐีและภรรยาพากันบ่ายเบี่ยงขอถามความสมัครใจของบุตรีก่อน จึงถามความสมัครใจของคุณนากธิดา คุณนากไม่สมัครใจที่จะไปเป็นสนมอยู่ในวัง ตัวท่านเศรษฐีเองก็มีความสงสารธิดาที่จะต้องถูกนำไปกักขังอยู่ในวัง ท่านจึงไปปรึกษาญาติ คือ พระแม่กลองบุรีเจ้าเมืองสมุทรสงคราม บังเอิญพระแม่กลองบุรีมีคนรู้จักอยู่อยุธยา คือ หลวงพินิจอักษร (ทองดี) เสมียนตรากรมมหาดไทยผู้มีหน้าที่ร่างสารตราทุกอย่างในสมัยนั้น จึงพาท่านเศรษฐีทองไปหาหลวงพินิจอักษร นำเรื่องเข้าหารือกันว่าจะทำอย่างไรดี มิให้ธิดาเศรษฐีต้องตกเข้ามาเป็นสนมอยู่ในวัง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝ่ายหลวงพินิจอักษร ก็เกิดปัญญาว่าบุตรชายของตน คือ นายทองด้วง ได้บวชเรียนแล้ว แต่ยังหามีคู่ครองไม่ รับราชการเป็นมหาดเล็กอยู่ในวัง ถ้าธิดาเศรษฐีบางช้างมาเป็นคู่ครองก็จะเหมาะสมกัน จึงแจ้งอุบายนี้แด่ท่านเศรษฐี และพระยาแม่กลองบุรี ทั้งสองเห็นดีเห็นชอบด้วยจึงตกลงหมั้นหมายกันตามประเพณี ท่านเศรษฐีก็รับหมั้นไว้ หลวงพินิจอักษรก็ทำฎีกากราบบังคมทูลขึ้นไปว่า ธิดาท่านเศรษฐีบางช้างนั้น ตนได้สู่ขอหมั้นหมาย ให้แก่นายทองด้วงบุตรชายไว้แล้ว กำหนดจะทำการวิวาห์มงคลเร็วๆ นี้ ขอพระราชทานให้แก่บุตรชายของตนเสียเถิด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระเจ้าแผ่นดินเป็นเพียงได้ทรงทราบกิติศัพท์แต่ชื่อ มิได้เคยทอดพระเนตรรูปร่างหน้าตาว่างดงามเพียงไรก็มิได้มีความอาลัย จึงทรงพระราชทานอนุญาตให้ทำการวิวาห์มงคลต่อไป ท่านสมภารตรวจดูดวงชะตาของคุณนากโดยถี่ถ้วนแล้ว กล่าวแก่เศรษฐีว่า ธิดาของท่านเศรษฐีคนนี้เป็นคนมีบุญวาสนามากจะได้เป็นนางพญามหากษัตริย์ ยกวงศ์ตระกูลให้เป็นสุขจะได้พึ่งพาแก่คนทั้งหลาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อมาคุณนาก ก็ได้เข้าพิธีวิวาห์กับนายทองด้วงมหาดเล็ก นายทองด้วงได้รับแต่งตั้งเป็น หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ เป็นหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี และเมืองสมุทรสงคราม สมัยกรุงธนบุรีได้เป็น พระราชวรินทร์เจ้ากรมพระเจ้าตำรวจซ้าย พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยายมราช พระยาจักรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คุณนากก็ได้เป็นเอกอัครมเหสีในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือ สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ เมื่อได้รำลึกถึงคำมั่นที่ให้ไว้แก่สมภารวัดบางลี่บน ฉะนั้นใน พ.ศ. ๒๓๒๕ เศรษฐีทองจึงได้สร้างกุฎีทองถวายวัดบางลี่บน ๓ หลัง วัดบางลี่บนจึงได้ชื่อต่อมาว่า &ldquo;วัดบางลี่กุฎีทอง&rdquo; (เอกสาร วัดภุมรินทร์กุฎีทอง หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูสถิตสมุทรคุณ (หลวงพ่อหนู) อดีตเจ้าอาวาสวัดภุมรินทร์กุฎีทอง) ต่อมาวัดนี้ได้สูญสิ้นไปแล้วเพราะน้ำเซาะดินพังลงแม่น้ำแม่กลองหมดเหมือนกับวัดอื่นๆ อีกหลายวัดริมแม่น้ำแม่กลอง เหลือกุฎีทองเพียงหลังเดียว จึงได้ย้ายมาปลูกไว้ที่วัดภุมรินทร์ และเรียกชื่อวัดว่า &ldquo;วัดภุมรินทร์กุฎีทอง&rdquo; ปัจจุบันกุฎีทองได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ให้ดีขึ้นสวยงามน่าชม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watpoomarin.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 380px; height: 285px; float: right;" /></span><br />
<span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. พระพุทธรัตนมงคล (หลวงพ่อโต) พระพุทธรูปปูนปั้น ปิดทองปางมารวิชัย พระประธานในอุโบสถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. กุฎีทอง ดังได้เล่าประวัติไว้แล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. พิพิธภัณฑ์ของวัดน่าเข้าชม มีวัตถุโบราณล้ำค่าจำนวนมาก รวมทั้งเครื่องใช้ต่างๆ ของคุณนากที่ได้ถวายวัดบางนางลี่บนไว้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้วัดภุมรินทร์กุฎีทอง เปิดสอนดนตรีไทย ชื่อโรงเรียนบ้านดนตรี นักดนตรีไทยหลายคนได้ถือกำเนิดในแถวถิ่นนี้ เช่น ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ และตระกูลศิลปะบรรเลง และฝึกหัดการเชิดหุ่นกระบอก ซึ่งนักเรียนระดับประถมศึกษาสามารถแสดงได้เป็นอย่างดี</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง ไปวัดภุมรินทร์กุฎีทองสะดวกมาก จากตลาดแม่กลอง ถนนแม่กลอง - ดำเนินสะดวก ข้ามสะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ลงสะพานแล้วเลี้ยวขวาผ่านวัดบางนางลี่ใหญ่ ข้ามคลองประชาชมชื่น (คลองบางลี่) ถึงวัดภุมรินทร์กุฎีทอง วัดอยู่ทางขวามือ</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">--------------------------------------------------------------</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พระครูวินัยธรเฉลิม อุจฺจโย เจ้าอาวาสวัดภุมรินทร์กุฎีทอง<br />
เจ้าคณะตำบลสวนหลวง</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3880.885039799126!2d99.94865101482682!3d13.4194422905632!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d434c4321a77%3A0x34060d2e2fc36932!2z4Lin4Lix4LiU4Lig4Li44Lih4Lij4Li04LiZ4LiX4Lij4LmM4LiB4Li44LiO4Li14LiX4Lit4LiH!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1609751584932!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/202104219f2fb8f944e3a4f9f40369ead4b09852055659.jpg' type='image/jpg' length='483627' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดดาวดึงษ์]]></title>
<link>https://skm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/58449</link>
<guid isPermaLink="false">f3f0926e8f0b74a948e117fe7c3e7cae</guid>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 05:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#800000;"><span style="font-size:36px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 48px; height: 38px;" /> วัดดาวดึงษ์</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:36px;"> <img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 48px; height: 38px;" /></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดดาวดึงษ์ ตั้งอยู่ที่คลองดาวดึงษ์ หมู่ที่ ๖ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดดาวดึงษ์ เป็นวัดโบราณเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้เพราะอุโบสถหลังเก่ามีรูปทรง และก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่เช่นเดียวกับวัดจุฬามณี และตั้งอยู่ในตำบลเดียวกัน พระประธานในอุโบสถแกะจากศิลาแดง ศิลปะสมัยอยุธยา วัดนี้เป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย อาจารย์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้บรรยายไว้ว่า &ldquo;วัดดาวดึงษ์ เป็นวัดเก่าสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. ๒๑๐๐ ตั้งอยู่ติดถนนสายบางแพ - สมุทรสงคราม และติดคลองดาวดึงษ์ ร.๕&nbsp; เสด็จประพาสที่วัดนี้ ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ประทับเสวยพระกระยาหารบนศาลาการเปรียญ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๒ แล้วเสด็จต่อไปที่ตำบลท่าคา น้ำที่คลองสามแยกวัดนี้ ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ใช้ในพระราชพิธีมุรธาภิเษกของราชวงษ์จักรี ร.๒ ประสูติที่พระตำหนักวัดอัมพวันเจติยาราม เวลาเสด็จมาเยี่ยมพระประยูรญาติ ชอบเสด็จไปสรงน้ำ (เล่นน้ำ) หน้าวัดดาวดึง<span style="font-size:24px;">ษ์</span>ด้วย&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ร.๕ เสด็จวัดดาวดึงษ์ สมัยที่หลวงพ่อทัดเป็นเจ้าอาวาส เสด็จครั้งหลังพระราชทานเงิน ๓ ตำลึง ถวายพระที่สวดชยันโตต้อนรับ และทรงตั้งกำนันตำบลท่าคาเป็นหมื่นปฏิคมท่าคา (จันทร์ เป็นต้นสกุลจันทรประภา) การเสด็จครั้งนี้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงลืมธารพระกรไว้ หลวงตาชุ่มวัดดาวดึง<span style="font-size:24px;">ษ์</span>ได้นำลงเรือไปถวายคืน ที่พระตำหนักภาโนทยานใกล้ วัดพวงมาลัย ทรงถวายเงินให้หลวงตาชุ่ม ๖ บาท ในปีที่เสด็จมาครั้งหลังนั้นเอง (พ.ศ. ๒๔๕๒) พระองค์เจ้าชายอุรุพงษ์รัชสมโภชสิ้นพระชนม์ ทางสำนักพระราชวังได้มีฎีกามาอาราธนาหลวงพ่อทัดวัดดาวดึงษ์ และหลวงปู่แจ้งวัดประดู่ไปงานพระราชทานเพลิงศพด้วย เสร็จพิธีแล้วทรงพระราชทานเรือสำปั้น ๓ กระทง ให้หลวงพ่อทัดลำหนึ่ง หลวงพ่อทัดใช้เรือลำนี้ออกบิณฑบาตอยู่เสมอ เวลานี้ชำรุดสูญหาย ไปเสียแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <a href="http://phralan.in.th/coronation/waterdetail.php?id=198" target="_blank"><span style="color:#0000cd;"><strong>แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์</strong></span></a> บริเวณ <span style="font-size:24px;">&ldquo;</span>คลองสามแยก<span style="font-size:24px;">&rdquo;</span> (คลองผีหลอก คลองอัมพวา และคลองดำเนินสะดวก โดยคลองทั้งสามสายต่างไหลเชื่อมต่อกับแม่น้ำราชบุรี แม่กลอง) หน้าอุโบสถวัดดาวดึงษ์แห่งนี้ ถูกนำไปใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สืบต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในเบญจสุทธคงคา ได้ใช้ในการพระราชพิธีสำคัญ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ จำนวน ๒ ครั้ง ได้แก่ พิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ นำไปประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชการที่ ๙) เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ พระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) และ ในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ จำนวน ๑ ครั้ง ได้แก่ พิธีทำน้ำอภิเษก พิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดดาวดึงษ์ดำรงสภาพอยู่ได้ก็ด้วยความสามารถของเจ้าอาวาส และประชาชนให้ความร่วมมือ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๐ พระครูไวย ธมฺมสโร เป็นเจ้าอาวาส วัดมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก และมีรองเจ้าอาวาสที่เข็มแข็ง ชื่อพระง้อ อํสุมาลี ได้เป็นหัวหน้าริเริ่มเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมกันบริจาคทรัพย์ และสิ่งของตามกำลังศรัทธา สร้างอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอกลาง ทำการรื้อย้ายปรับสภาพใหม่ และอื่น ๆ อีกมากดังที่ประจักษ์มาจนทุกวันนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งที่สำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. พระประธานประจำอุโบสถ แกะสลักด้วยศิลาแดง ปางมารวิชัยของเก่าคู่มากับวัด<img alt="" src="https://skm.onab.go.th/cms/s47/u147/วัดสำคัญในจังหวัด/Watdaodeung.jpg" style="margin-left: 25px; margin-right: 25px; width: 400px; height: 267px; float: right;" /><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. สิ่งของพระราชทานจากสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕) อาทิ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ธรรมาสน์ ๑ ธรรมาสน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - หอสวดมนต์ ๑ หลัง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ตู้พระไตรปิฎก ๑ ตู้ พระราชทานพร้อมกับเครื่องสังเค็ด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. กุฏิสงฆ์ทรงไทยสวยงาม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔. ธรรมาสน์เทศน์ของเจ้าจอมมารดาสำลี ถวายวัด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕. หอพระได้มาสมัยเดียวกับธรรมาสน์ของเจ้าจอมมารดาสำลี อายุกว่า ๑๐๐ ปีแล้วเดิมเป็นตำหนักของกรมหมื่นอดิศรอุดมเดช (พระองค์เจ้าสุขสวัสดิ์) ปลูกอยู่ที่ท่าเตียน ทรงถวายวัดดาวดึงษ์ หลวงพ่อทัดจึงไปรื้อเอามาปลูกไว้ที่วัดนี้ เป็นเรือนโบราณ เดิมทำเป็น กุฏิสงฆ์มี ๕ ห้อง ต่อมาย้ายมาปลูกใหม่ทำเป็นหอพระ เพดานสีเขียว คอสองมีภาพเขียนเป็นพวงอุบะห้อย ฝีมือวิจิตรงดงามมาก<br />
วัดดาวดึงษ์ประกาศเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๔ ได้รับวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๔๙๔<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินทาง วัดดาวดึงษ์สมัยโบราณ การเดินทางใช้ทางน้ำ เพราะด้านใต้ของวัด คือคลองดาวดึงษ์ ปัจจุบันการเดินทางสะดวกมาก ทางรถยนต์ถนนดีจากตลาดแม่กลอง หรือจากราชบุรีใช้ถนนสายบางแพ - สมุทรสงคราม ถ้าเดินทางมาจากตลาดแม่กลอง วัดดาวดึง<span style="font-size:24px;">ษ์</span>อยู่ทางขวามือเลยวัดจุฬามณีไปเล็กน้อย ถ้ามาจากราชบุรีวัดดาวดึง<span style="font-size:24px;">ษ์</span>อยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงวัดจุฬามณี</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">------------------------------------------------------------------------------------------------------------<br />
พระปลัดดิเรก นราสโภ เจ้าอาวาสวัดดาวดึงษ์</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p>&nbsp;</p>

<div style="display: none;">&nbsp;</div>

<p><iframe allowfullscreen="" aria-hidden="false" frameborder="0" height="350" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3880.494808372078!2d99.96386257567842!3d13.443567704353997!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30e2d698cb988a25%3A0x70c4ecf25b5ea746!2z4Lin4Lix4LiU4LiU4Liy4Lin4LiU4Li24LiH4Lip4LmM!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1696236777606!5m2!1sth!2sth" style="border:0;" tabindex="0" width="100%"></iframe></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://skm.onab.go.th/th/file/get/file/202310061b8b5604297a077298bbd091eba6a338125317.jpg' type='image/jpg' length='338744' />
</item>
</channel>
</rss>
